RMF คืออะไร ทำไมคน IT ควรสนใจ
RMF ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นกองทุนที่รัฐบาลให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจให้คนออมเงินเพื่อเกษียณ
สำหรับคน IT ที่เงินเดือนสูง ภาษีที่ต้องจ่ายก็สูงตาม RMF เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ถ้าเงินเดือน 80,000 บาท รายได้ต่อปี 960,000 บาท ถ้าซื้อ RMF เต็มสิทธิ์ 30% ของรายได้ = 288,000 บาท จะประหยัดภาษีได้ประมาณ 57,600-86,400 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับขั้นภาษี
เงื่อนไข RMF ที่ต้องรู้
ก่อนซื้อต้องเข้าใจกติกาให้ชัด:
- ซื้อได้สูงสุด 30% ของรายได้ทั้งปี แต่รวมกับ SSF, PVD, กบข. ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- ไม่มีขั้นต่ำ ที่ต้องซื้อต่อปี (กฎใหม่ตั้งแต่ 2563) ปีไหนไม่มีเงินก็ไม่ซื้อได้
- ขายได้ตอนอายุ 55 ปี และถือครบ 5 ปี กำไรไม่ต้องเสียภาษี
- ถ้าขายก่อน ต้องคืนภาษีที่เคยลดหย่อน + เสียภาษีจากกำไร
เลือก RMF กองไหนดี
จากที่ลองมาหลายตัว สรุปว่า RMF ที่ดีควรมีลักษณะแบบนี้:
สำหรับคนรับความเสี่ยงได้ (อายุต่ำกว่า 40)
- RMF หุ้นไทย: KFHAPPYRMF, SCBRM4 – ผลตอบแทนเฉลี่ย 8-12% ต่อปี
- RMF หุ้นต่างประเทศ: KFGBRANRMF, SCBRMGW – กระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศ
- RMF หุ้น S&P500: TMBUSRMF – ตามดัชนี S&P500 ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีเฉลี่ย 12% ต่อปี
สำหรับคนอนุรักษ์นิยม (อายุ 45+)
- RMF ตราสารหนี้: KFMTFIRMF, SCBRM1 – เสี่ยงต่ำ ผลตอบแทน 2-4% ต่อปี
- RMF ผสม: KFHAPPYRMF – ผสมหุ้นกับตราสารหนี้ เสี่ยงปานกลาง
เคล็ดลับ: ดูค่าธรรมเนียม (expense ratio) ด้วย กองที่ค่าธรรมเนียมถูกจะให้ผลตอบแทนสุทธิดีกว่าในระยะยาว
คำนวณภาษีที่ประหยัดได้
สมมติเงินเดือน 80,000 บาท:
รายได้ต่อปี: 80,000 x 12 = 960,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย 50%: 480,000 บาท (สูงสุด 100,000)
หักค่าใช้จ่าย: 100,000 บาท
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท
หักประกันสังคม: 9,000 บาท
เงินได้สุทธิ (ก่อน RMF): 791,000 บาท
ภาษี: 78,600 บาท
ถ้าซื้อ RMF 200,000 บาท:
เงินได้สุทธิ: 591,000 บาท
ภาษี: 38,600 บาท
ประหยัดภาษี: 40,000 บาท!
สรุป RMF เหมาะกับใคร
RMF เหมาะกับคนที่มีรายได้สูงและอยากลดภาษี โดยเฉพาะคน IT ที่เงินเดือนเกิน 50,000 บาท ยิ่งเงินเดือนสูง ยิ่งประหยัดภาษีได้เยอะ แต่ต้องเข้าใจว่าเงินจะถูกล็อคจนอายุ 55 ปี ดังนั้นใช้เฉพาะเงินที่ไม่ต้องการใช้ในระยะสั้น
วิธีเลือกกองทุนรวมที่เหมาะกับตัวเอง
การเลือกกองทุนรวมไม่ใช่แค่ดูผลตอบแทนย้อนหลังอย่างเดียว ต้องดูหลายปัจจัยประกอบกัน สิ่งแรกที่ต้องดูคือ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ถ้าเห็นพอร์ตติดลบ 20% แล้วนอนไม่หลับ ไม่ควรซื้อกองทุนหุ้น 100% ควรผสมกับตราสารหนี้
ปัจจัยที่สองคือ ค่าธรรมเนียม ดูทั้ง front-end fee, back-end fee และ management fee กองทุน passive ที่ track ดัชนีมักค่าธรรมเนียมถูกกว่า active fund มาก ในระยะยาว 20-30 ปี ค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน 1% ต่อปี ส่งผลต่อเงินลงทุนมากกว่าที่คิด
ปัจจัยที่สามคือ ขนาดกองทุน กองที่มี AUM น้อยเกินไปอาจถูกปิดตัว กองที่มี AUM มากแสดงว่ามีคนไว้ใจ และมีสภาพคล่องดี แนะนำเลือกกองที่มี AUM อย่างน้อย 500 ล้านบาท
กลยุทธ์ DCA ที่ได้ผลจริง
DCA หรือ Dollar Cost Averaging คือการลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือน เดือนละเท่าๆ กัน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาด ซึ่งแม้แต่มืออาชีพก็ทำได้ยาก
จากข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี ถ้า DCA ในกองทุนที่ track S&P 500 เดือนละ 5,000 บาท จะมีเงินประมาณ 3.8 ล้านบาท จากเงินลงทุนรวม 1.2 ล้านบาท กำไร 2.6 ล้านบาท หรือผลตอบแทนกว่า 200% นี่คือพลังของ DCA + compound interest
เคล็ดลับ DCA ที่หลายคนไม่รู้คือ อย่าหยุด DCA เมื่อตลาดตก เพราะนั่นคือช่วงที่คุณซื้อได้ถูกที่สุด ยิ่งตลาดตกเยอะ ยิ่งได้หน่วยลงทุนเยอะ เมื่อตลาดฟื้นตัว กำไรจะมหาศาล คนที่หยุด DCA ตอนตลาดตกจะพลาดโอกาสทองนี้ไป
ผิดพลาดที่คนซื้อกองทุนมักทำ
- ไล่ซื้อกองที่ผลตอบแทนสูงสุดปีที่แล้ว โดยไม่ดูว่ากองนั้นเหมาะกับตัวเองไหม
- ขายตอนตลาดตก แล้วซื้อตอนตลาดขึ้น ทำตรงข้ามกับหลักการ buy low sell high
- ซื้อกองทุนเยอะเกินไป มี 20-30 กอง ดูแลไม่ทัน จริงๆ มี 3-5 กองก็เพียงพอ
- ไม่ rebalance พอร์ต ควร rebalance ปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อให้สัดส่วนเป็นไปตามแผน
เปรียบเทียบ บลจ. ในไทย ซื้อที่ไหนดี
ในไทยมี บลจ. หลายเจ้า แต่ละเจ้ามีจุดเด่นต่างกัน KFUND (กสิกร) มีกองทุนให้เลือกเยอะที่สุด แอพ K-My Funds ใช้ง่าย SCBAM (ไทยพาณิชย์) มีกองทุนต่างประเทศที่หลากหลาย BBLAM (กรุงเทพ) มีกองตราสารหนี้ที่ดี TMBAM (ทหารไทย) มีกองทุนดัชนีค่าธรรมเนียมถูก
ถ้าอยากซื้อกองทุนหลาย บลจ. ในที่เดียว ใช้ Finnomena เป็น super app ที่รวมกองทุนจากหลาย บลจ. ในแอพเดียว มีเครื่องมือวิเคราะห์พอร์ต และมี robo-advisor ช่วยจัดพอร์ตให้
สิ่งที่ต้องดูคือค่าธรรมเนียม กองทุน passive index fund มีค่าธรรมเนียมจัดการเพียง 0.2-0.5% ต่อปี ในขณะที่ active fund เก็บ 1-2% ต่อปี ในระยะยาว 20 ปี ค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน 1% จะทำให้เงินลงทุนต่างกันหลายแสนบาท เลือก passive fund ดีกว่าสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่
จัดพอร์ตกองทุนรวมตามอายุ
หลักการจัดพอร์ตที่ง่ายที่สุดคือ กฎ 100 ลบอายุ คือเอา 100 ลบด้วยอายุ ได้สัดส่วนที่ควรลงทุนในหุ้น เช่น อายุ 30 ลงหุ้น 70% ตราสารหนี้ 30% อายุ 50 ลงหุ้น 50% ตราสารหนี้ 50% เป็นกฎง่ายๆ ที่ใช้ได้กับคนส่วนใหญ่
สำหรับคน IT ที่มีรายได้มั่นคงและอายุน้อย สามารถเพิ่มสัดส่วนหุ้นได้มากกว่ากฎนี้เล็กน้อย เพราะมีเวลาฟื้นตัวจากการขาดทุนระยะสั้น แต่อย่าลืมว่าต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เดือนก่อน
ตัวอย่างพอร์ตสำหรับคน IT อายุ 30 ที่ DCA เดือนละ 10,000 บาท กองทุนหุ้น S&P500 4,000 บาท กองทุนหุ้นไทย 2,000 บาท กองทุนหุ้นเทค 2,000 บาท กองทุนตราสารหนี้ 2,000 บาท จัดแบบนี้กระจายความเสี่ยงดี ถ้าตลาดไหนตก ตลาดอื่นอาจชดเชยได้
ข้อควรระวังเรื่องกองทุนรวมที่คนไม่ค่อยพูดถึง
กองทุนรวมไม่ใช่การลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง กองทุนหุ้นอาจขาดทุน 20-30% ในปีที่ตลาดตก แม้แต่กองทุนตราสารหนี้ก็อาจขาดทุนได้ถ้าดอกเบี้ยขึ้นแรง อย่าคิดว่าซื้อกองทุนแล้วจะได้กำไรแน่นอนทุกปี
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ การ switch กองบ่อยเกินไป ทุกครั้งที่ขายแล้วซื้อใหม่ อาจเสียค่าธรรมเนียม และเสียภาษี capital gains กองทุนหุ้นต่างประเทศ กำไรจากการขายต้องเสียภาษี 15% ดังนั้น ถ้าไม่มีเหตุจำเป็น อย่าเปลี่ยนกองทุนบ่อย buy and hold ให้ยาวๆ ดีกว่า
สุดท้าย อย่าเชื่อ influencer หรือ YouTuber ที่แนะนำกองทุน 100% หลายคนได้ค่าคอมมิชชั่นจากการแนะนำ ต้องศึกษาด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ ดู factsheet อ่าน fund prospectus เทียบผลตอบแทนและค่าธรรมเนียม อย่าลงทุนตามคนอื่นโดยไม่เข้าใจ
หลักคิดเรื่องเงินที่คน IT ควรรู้ตั้งแต่วันแรก
จากประสบการณ์กว่า 25 ปีในวงการ IT ผมเห็นคน IT หลายคนที่เก่งมากแต่ไม่เคยวางแผนการเงิน ทำงานหนักมาตลอดชีวิตแต่พอเกษียณกลับไม่มีเงินเก็บ ปัญหาไม่ใช่ว่าเงินเดือนน้อย แต่ไม่เคยจัดการเงินอย่างเป็นระบบ
หลักข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือ จ่ายตัวเองก่อน Pay yourself first ทุกครั้งที่ได้เงินเดือน โอนเงิน 20% ไปบัญชีออมหรือลงทุนทันที ก่อนที่จะใช้จ่ายอย่างอื่น ถ้ารอให้เหลือแล้วค่อยออม จะไม่มีวันเหลือ ตั้ง auto transfer ให้ทำอัตโนมัติทุกเดือน แล้วคุณจะชินกับการใช้เงิน 80% ที่เหลืออยู่ ไม่รู้สึกลำบาก
หลักข้อสองคือ สร้าง emergency fund ก่อนลงทุน เก็บเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เดือนของค่าใช้จ่ายในบัญชีออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน ที่ถอนได้ทันที เงินก้อนนี้ไม่ใช่เพื่อลงทุน แต่เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ตกงาน เจ็บป่วย รถเสีย ถ้าไม่มี emergency fund พอเกิดเรื่องฉุกเฉินต้องขายหุ้นตอนขาดทุน หรือไปกู้เงินดอกเบี้ยแพง
หลักข้อสามคือ หนีให้มีแต่หนี้ดี หนี้ดีคือหนี้ที่ใช้สร้างรายได้หรือสินทรัพย์ เช่น กู้ซื้อบ้านอยู่เอง หรือกู้เพื่อลงทุนทำธุรกิจ หนี้ไม่ดีคือหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนรถ หนี้ผ่อนมือถือ ดอกเบี้ยสูง ไม่สร้างรายได้ ถ้ามีหนี้ไม่ดี ให้จ่ายหนี้ก่อนลงทุน เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิต 18-24% ต่อปี ไม่มีการลงทุนไหนให้ผลตอบแทนชนะดอกเบี้ยนี้ได้
หลักข้อสี่คือ กระจายรายได้ อย่าพึ่งเงินเดือนอย่างเดียว คน IT มีข้อได้เปรียบเพราะมีทักษะที่สามารถสร้างรายได้เสริมได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็น freelance รับงานนอกเวลา สอนออนไลน์ สร้างเว็บไซต์ พัฒนาแอพขาย เขียน blog สร้าง passive income มีรายได้หลายทางทำให้ชีวิตมั่นคงขึ้น ถ้าขาดรายได้ทางหนึ่ง ยังมีทางอื่นรองรับ
เครื่องมือและแหล่งเรียนรู้สำหรับคนทำงาน IT
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคน IT แต่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพง มีแหล่งเรียนรู้ฟรีและราคาถูกมากมายที่มีคุณภาพดีเท่ากับคอร์สที่ราคาหลักหมื่น
สำหรับ programming และ software development แนะนำ freeCodeCamp ที่สอน web development ฟรีทั้งหมด มี certification ให้ด้วย The Odin Project สอน full-stack development แบบ project-based CS50 จาก Harvard สอน computer science พื้นฐานฟรีผ่าน edX เป็นคอร์สที่ดีที่สุดคอร์สหนึ่งสำหรับผู้เริ่มต้น
สำหรับ cloud computing มี AWS Skill Builder, Google Cloud Skills Boost, Microsoft Learn ทั้ง 3 เจ้าให้เรียนฟรีเพื่อเตรียมสอบ certification ใช้เวลาเรียนวันละ 1-2 ชั่วโมง เตรียมสอบ 2-3 เดือนก็สอบผ่านได้ ใบ certification จะช่วยเพิ่มเงินเดือนได้ 20-30%
สำหรับ data science และ AI คอร์สของ Andrew Ng บน Coursera เป็น classic ที่ต้องเรียน Fast.ai เป็นอีกแหล่งที่ดีมาก สอน deep learning แบบ top-down ทำได้เลยก่อน แล้วค่อยเข้าใจทฤษฎีทีหลัง Kaggle มี competition ที่ช่วยฝึก skill ได้ดี มี dataset ให้ลองเล่นมากมาย
สำหรับ YouTube ช่อง Fireship สอนเทคโนโลยีใหม่ๆ แบบกระชับเข้าใจง่าย NetworkChuck สอน networking และ cybersecurity สนุก TechWorld with Nana สอน DevOps ครบถ้วน Programming with Mosh สอน programming สำหรับมือใหม่ เรียนจาก YouTube ฟรี 100% แค่ต้องมีวินัยในการเรียน
เคล็ดลับสำคัญคือ อย่าเรียนแค่ดูวิดีโอ ต้องลงมือทำจริง ทำ project ส่วนตัว เขียน code ทุกวัน push ขึ้น GitHub สม่ำเสมอ employer ดู GitHub ของคุณมากกว่า resume ผลงานจริงพูดแทนตัวเองได้ดีกว่าคำพูดเสมอ
เส้นทางสร้างความมั่งคั่งระยะยาวสำหรับคน IT
การสร้างความมั่งคั่งไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา วินัย และความอดทน จากที่ผมเห็นคน IT ที่ประสบความสำเร็จทางการเงิน ส่วนใหญ่ใช้เวลา 10-20 ปีในการสร้างฐานะ ไม่มีทางลัด
ขั้นตอนแรกคือ เพิ่มรายได้ให้สูงสุด ในสาย IT มีหลายวิธี ศึกษา technology ใหม่ๆ ที่ตลาดต้องการ สอบ certification ย้ายไปบริษัทที่จ่ายดีกว่า ทำ freelance เสริมรายได้ หรือสร้างรายได้ passive จากสินค้าดิจิทัล เงินเดือนสาย IT ในไทยอาจเริ่มที่ 25,000 บาท แต่ถ้าพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง 5-10 ปี สามารถขึ้นไปถึง 80,000-150,000 บาท หรือมากกว่า
ขั้นตอนที่สองคือ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ไม่ได้บอกให้ตระหนี่ แต่ให้ใช้จ่ายอย่างมีสติ ค่ากาแฟวันละ 100 บาท ปีหนึ่ง 36,500 บาท ถ้าเอาเงินนี้ไปลงทุนผลตอบแทน 10% ต่อปี ผ่านไป 20 ปีจะกลายเป็น 2.3 ล้านบาท นี่คือ latte factor ที่หลายคนมองข้าม
ขั้นตอนที่สามคือ ลงทุนสม่ำเสมอ ใช้กลยุทธ์ DCA ซื้อกองทุนรวมหรือ ETF ทุกเดือน ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ตั้ง auto invest ให้ทำอัตโนมัติ อย่าพยายามจับจังหวะตลาด เพราะแม้แต่ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพยังทำไม่ได้สม่ำเสมอ
ขั้นตอนที่สี่คือ ใช้ประโยชน์จากภาษี ซื้อ SSF RMF เพื่อลดหย่อนภาษี ซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ บริจาคการศึกษา ทุกวิธีที่ถูกกฎหมาย ภาษีที่ประหยัดได้ เอามาลงทุนต่อ ให้ compound interest ทำงานแทน
สุดท้ายคือ อดทนและมีวินัย ไม่ sell ตอนตลาดตก ไม่ FOMO ซื้อตอนตลาดขึ้นแรง ยึดมั่นในแผนที่วางไว้ ปีที่ตลาดตก 20-30% คือโอกาสซื้อของถูก ไม่ใช่เวลาที่จะตกใจขาย คนที่ทนรอได้จะเป็นคนที่ได้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว
บทความที่เกี่ยวข้อง
- สินเชื่อ P2P ในไทย ผลตอบแทนเท่าไหร่ ความเสี่ยงคืออะไร
- P2P Lending ในไทย คืออะไร ลงทุนปลอดภัยไหม
- SSF RMF คืออะไร ลดภาษีได้เท่าไหร่ สรุปให้เข้าใจง่าย
ดูแลสุขภาพ ลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
คน IT มักมองข้ามเรื่องสุขภาพ ทำงานนั่งโต๊ะ 8-12 ชั่วโมงต่อวัน จ้องจอคอมพิวเตอร์ กินข้าวไม่ตรงเวลา นอนดึก ดื่มกาแฟมากเกินไป เมื่อเวลาผ่านไป 10-20 ปี ปัญหาสุขภาพจะเริ่มปรากฏ ปวดหลัง ปวดคอ ตาเสื่อม น้ำหนักเกิน เบาหวาน ความดัน
การลงทุนในสุขภาพเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะถ้าสุขภาพไม่ดี เงินที่หามาทั้งชีวิตก็ไม่มีความหมาย สิ่งที่ควรทำคือ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ไม่จำเป็นต้องไปฟิตเนส แค่เดินเร็ว วิ่งเบาๆ หรือทำ bodyweight exercise ที่บ้านก็ได้
กฎ 20-20-20 สำหรับสายตา ทุกๆ 20 นาที มองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ช่วยลดอาการตาล้าได้มาก ตั้ง reminder ในคอมพิวเตอร์ให้เตือนทุก 20 นาที
การนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงเป็นสิ่งจำเป็น หลายคนคิดว่านอนน้อยแล้วทำงานได้เยอะ แต่จริงๆ แล้ว productivity ลดลงอย่างมากเมื่อนอนไม่พอ งานวิจัยพบว่า นอน 6 ชั่วโมง 2 สัปดาห์ติดต่อกัน สมองทำงานเทียบเท่าคนไม่ได้นอน 48 ชั่วโมง ต่อให้รู้สึกว่าไม่ง่วง แต่ cognitive performance ลดลงมาก
สุดท้าย อาหาร กินให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารแปรรูป ลดน้ำตาล ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ วัน่ละ 2-3 ลิตร หลายคนหลง coding จนลืมกินข้าว ลืมดื่มน้ำ ตั้ง timer เตือนตัวเอง สุขภาพดีเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง ไม่มีสุขภาพดี ไม่มีอะไรดี


