ETF คืออะไรคู่มือลงทุน ETF สำหรับมือใหม่ฉบับสมบูรณ์ 2026
ETF (Exchange-Traded Fund) หรือกองทุนรวมที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์กำลังเป็นเครื่องมือลงทุนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยในประเทศไทยและทั่วโลกด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำความโปร่งใสและความสะดวกในการซื้อขาย ETF จึงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักลงทุนทุกระดับในบทความนี้เราจะอธิบายทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ ETF ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงกลยุทธ์การลงทุนขั้นสูง
ETF คืออะไร
ETF ย่อมาจาก Exchange-Traded Fund เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่นำหน่วยลงทุนไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เหมือนกับหุ้นทั่วไปนักลงทุนสามารถซื้อขาย ETF ได้ตลอดเวลาที่ตลาดเปิดทำการต่างจากกองทุนรวมปกติที่ซื้อขายได้เพียงวันละครั้งที่ราคา NAV ณสิ้นวัน
ETF ตัวแรกของโลกคือ SPDR S&P 500 ETF (SPY) เปิดตัวในปี 1993 ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ตลาด ETF ทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมีมูลค่ารวมกว่า 12 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในประเทศไทยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เริ่มมี ETF จดทะเบียนซื้อขายตั้งแต่ปี 2550 ปัจจุบันมี ETF หลายสิบตัวให้เลือกลงทุนครอบคลุมทั้งหุ้นไทยหุ้นต่างประเทศทองคำและสินทรัพย์อื่น
กลไกการทำงานของ ETF
ETF ทำงานโดยอาศัยกลไก Creation/Redemption ที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนร่วมที่ได้รับอนุญาต (Authorized Participants หรือ AP) ซึ่งมักเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่
กระบวนการ Creation
เมื่อมีความต้องการซื้อ ETF เพิ่มขึ้น AP จะซื้อสินทรัพย์ที่อยู่ในดัชนีอ้างอิง (เช่นหุ้นทุกตัวใน SET50) แล้วนำไปแลกเปลี่ยนกับบริษัทจัดการกองทุนเพื่อรับหน่วยลงทุน ETF ใหม่จากนั้น AP จะนำหน่วยลงทุนเหล่านี้ไปขายในตลาดหลักทรัพย์
กระบวนการ Redemption
เมื่อราคา ETF ในตลาดสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) AP จะซื้อ ETF จากตลาดแล้วนำไปแลกคืนเป็นสินทรัพย์อ้างอิงจากบริษัทจัดการกองทุนกลไกนี้ช่วยให้ราคา ETF ใกล้เคียงกับ NAV ตลอดเวลา
การติดตามดัชนี (Index Tracking)
ETF ส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อติดตามผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิงเช่น SET50 หรือ S&P 500 โดยถือสินทรัพย์ในสัดส่วนเดียวกับดัชนีทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีโดยไม่ต้องซื้อหุ้นทุกตัวเอง
ประเภทของ ETF
ETF หุ้น (Equity ETF)
เป็นประเภทที่พบมากที่สุดลงทุนในหุ้นตามดัชนีอ้างอิงเช่น TDEX ที่ติดตาม SET50 หรือ SPY ที่ติดตาม S&P 500 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงตลาดหุ้นทั้งตลาดด้วยการซื้อเพียงตัวเดียว
ETF ตราสารหนี้ (Bond ETF)
ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้เอกชนให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสม่ำเสมอมีความเสี่ยงต่ำกว่า ETF หุ้นเหมาะสำหรับส่วนที่ต้องการความมั่นคงในพอร์ต
ETF ทองคำ (Gold ETF)
ลงทุนในทองคำแท่งหรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำเช่น GLD หรือ IAU ในตลาดสหรัฐหรือ TH Gold ETF ในตลาดไทยเหมาะสำหรับการกระจายความเสี่ยงและป้องกันเงินเฟ้อผู้ที่สนใจเรียนรู้การเทรดทองคำในตลาด Forex สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือเทรดทองคำ XAUUSD
ETF สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity ETF)
ลงทุนในน้ำมันเงินแพลทินัมหรือสินค้าเกษตรช่วยกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์ต่ำกับหุ้นและพันธบัตร
ETF ภาคอุตสาหกรรม (Sector ETF)
ลงทุนเฉพาะในหุ้นของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเช่นเทคโนโลยีสุขภาพพลังงานหรือการเงินเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมเฉพาะ
ETF ต่างประเทศ (International ETF)
ลงทุนในหุ้นของประเทศหรือภูมิภาคเฉพาะเช่น VWO สำหรับตลาดเกิดใหม่ EFA สำหรับตลาดพัฒนาแล้วนอกสหรัฐหรือ FXI สำหรับหุ้นจีนช่วยให้นักลงทุนไทยกระจายพอร์ตไปยังตลาดต่างประเทศได้สะดวก
ETF ผกผัน (Inverse ETF)
ออกแบบมาเพื่อให้ผลตอบแทนตรงข้ามกับดัชนีอ้างอิงเช่นเมื่อ SET50 ลง 1% ETF ผกผันจะขึ้น 1% เหมาะสำหรับการป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นไม่แนะนำสำหรับการถือยาว
ETF vs กองทุนรวมต่างกันอย่างไร
| คุณสมบัติ | ETF | กองทุนรวม |
|---|---|---|
| การซื้อขาย | ตลอดเวลาตลาดเปิด | วันละครั้งณราคา NAV |
| ค่าธรรมเนียมบริหาร | 0.05-0.50% ต่อปี | 0.50-2.00% ต่อปี |
| เงินลงทุนขั้นต่ำ | 1 หน่วย (อาจไม่กี่ร้อยบาท) | 1-1,000 บาท |
| ความโปร่งใส | เปิดเผยสินทรัพย์ทุกวัน | เปิดเผยทุกไตรมาส |
| กลยุทธ์ | ส่วนใหญ่เป็น Passive | ทั้ง Active และ Passive |
| ค่าคอมมิชชั่น | มี (เหมือนซื้อหุ้น) | ไม่มี (แต่มี Front/Back-end fee) |
| ภาษีเงินปันผล | หักณที่จ่าย 10% | หักณที่จ่าย 10% |
สรุปแล้ว ETF เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการค่าธรรมเนียมต่ำซื้อขายสะดวกและมีวินัยในการลงทุนระยะยาวส่วนกองทุนรวมเหมาะกับผู้ที่ต้องการ DCA อัตโนมัติหรือต้องการกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนบริหารแบบ Active
ETF ที่น่าสนใจในตลาดไทย 2026
TDEX (1AMSET50)
ETF ที่ใหญ่ที่สุดในไทยติดตามดัชนี SET50 ค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 0.25% ต่อปีเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นไทยขนาดใหญ่ 50 ตัวด้วยการซื้อเพียงครั้งเดียว
ENGY (1AMENGY)
ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานของไทยเหมาะสำหรับผู้ที่มองว่ากลุ่มพลังงานจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
TH Gold ETF
ETF ทองคำที่ลงทุนในทองคำแท่ง 99.99% เก็บรักษาในห้องมั่นคงในประเทศไทยเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือทองคำโดยไม่ต้องเก็บรักษาเอง
CHINA (KT-CHINA)
ETF ที่ลงทุนในหุ้นจีนผ่านดัชนี CSI 300 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ตไปยังตลาดจีนซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก
ETF ต่างประเทศที่คนไทยลงทุนได้
ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถลงทุน ETF ต่างประเทศได้ผ่านหลายช่องทางทั้งผ่านโบรกเกอร์ในประเทศที่เปิดบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศหรือผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศโดยตรง
VOO (Vanguard S&P 500 ETF)
ติดตามดัชนี S&P 500 ค่าธรรมเนียมเพียง 0.03% ต่อปีเป็น ETF ที่ Warren Buffett แนะนำสำหรับนักลงทุนทั่วไป
QQQ (Invesco Nasdaq-100 ETF)
ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ 100 ตัวของสหรัฐรวมถึง Apple Microsoft Amazon และ Google เหมาะสำหรับผู้ที่เชื่อในการเติบโตของภาคเทคโนโลยี
VT (Vanguard Total World Stock ETF)
ลงทุนในหุ้นทั่วโลกกว่า 9,000 ตัวจากกว่า 40 ประเทศเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการกระจายพอร์ตไปทั่วโลกด้วย ETF เพียงตัวเดียว
GLD (SPDR Gold Shares)
ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกลงทุนในทองคำแท่งจริงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงทองคำในรูปเงินดอลลาร์นักลงทุนที่สนใจการเทรดทองคำในรูปแบบที่ Active มากขึ้นสามารถศึกษาได้ที่ iCafeForex สอนเทรด Forex
วิธีเริ่มลงทุน ETF ขั้นตอนง่ายสำหรับมือใหม่
ขั้นตอนที่ 1: เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์
สำหรับ ETF ไทยให้เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์หลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยเช่น Bualuang BLS Finansia หรือ KGI สำหรับ ETF ต่างประเทศอาจเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่มีบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศหรือใช้แพลตฟอร์มอย่าง eToro หรือ Interactive Brokers
ขั้นตอนที่ 2: กำหนดเป้าหมายและระดับความเสี่ยง
ก่อนลงทุนควรถามตัวเองว่าลงทุนเพื่ออะไรมีระยะเวลาเท่าไหร่และรับความเสี่ยงได้แค่ไหนคำตอบเหล่านี้จะช่วยกำหนดสัดส่วนของ ETF แต่ละประเภทในพอร์ต
ขั้นตอนที่ 3: เลือก ETF ที่เหมาะสม
พิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้: ค่าธรรมเนียมบริหาร (Expense Ratio) ขนาดกองทุน (AUM) ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ความแตกต่างจากดัชนี (Tracking Error) และผู้บริหารกองทุน
ขั้นตอนที่ 4: ส่งคำสั่งซื้อ
ซื้อ ETF เหมือนซื้อหุ้นส่งคำสั่ง Market Order (ซื้อทันที) หรือ Limit Order (ซื้อที่ราคาที่กำหนด) ผ่านแอปหรือเว็บไซต์ของโบรกเกอร์
ขั้นตอนที่ 5: ติดตามและ Rebalance
ติดตามผลการดำเนินงานของ ETF เป็นประจำและ Rebalance พอร์ตทุก 6-12 เดือนเพื่อรักษาสัดส่วนที่ตั้งไว้
กลยุทธ์การลงทุน ETF
DCA (Dollar Cost Averaging)
ลงทุนจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือนโดยไม่สนราคาวิธีนี้ช่วยเฉลี่ยต้นทุนในระยะยาวลดผลกระทบจากการจับจังหวะตลาดผิดเหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่มีรายได้ประจำ
Core-Satellite
ใช้ ETF ดัชนีตลาดกว้างเช่น VT หรือ TDEX เป็น Core 70-80% ของพอร์ตและใช้ ETF เฉพาะภาคหรือสินทรัพย์อื่นเป็น Satellite 20-30% เพื่อเพิ่มผลตอบแทน
Sector Rotation
สลับการลงทุนระหว่าง ETF ภาคอุตสาหกรรมต่างตามวัฏจักรเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวเน้นหุ้นเทคโนโลยีและ Discretionary ในช่วงถดถอยเน้นหุ้นสาธารณูปโภคและ Healthcare กลยุทธ์นี้ต้องอาศัยความเข้าใจในวัฏจักรเศรษฐกิจ
การใช้ ETF ร่วมกับ Forex
นักลงทุนบางคนใช้ ETF เป็นการลงทุนระยะยาวหลักแล้วเสริมด้วยการเทรด Forex เพื่อสร้างรายได้ระยะสั้นการเทรด Forex ต้องอาศัยความรู้และทักษะเฉพาะทางผู้สนใจสามารถเริ่มศึกษาได้จาก คู่มือเริ่มต้นเทรด Forex ซึ่งอธิบายทุกขั้นตอนอย่างละเอียด
ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงจากตลาด (Market Risk)
ETF มีความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาดเช่นเดียวกับหุ้นเมื่อตลาดปรับตัวลง ETF ที่ติดตามดัชนีก็จะปรับตัวลงตามไม่มี ETF ใดที่ปลอดภัยจากการขาดทุน 100%
ความเสี่ยงจากสภาพคล่อง (Liquidity Risk)
ETF บางตัวโดยเฉพาะในตลาดไทยมีปริมาณการซื้อขายต่ำทำให้ Spread กว้างและอาจซื้อขายได้ในราคาที่ไม่ดีควรเลือก ETF ที่มี Volume สูงเพียงพอ
Tracking Error
ETF อาจให้ผลตอบแทนที่แตกต่างจากดัชนีอ้างอิงเล็กน้อยเนื่องจากค่าธรรมเนียมต้นทุนการซื้อขายและวิธีการจำลองดัชนีควรเลือก ETF ที่มี Tracking Error ต่ำ
ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
การลงทุนใน ETF ต่างประเทศมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนหากเงินบาทแข็งค่าผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นบาทจะลดลงนักลงทุนที่ต้องการเรียนรู้เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนสามารถอ่านเพิ่มเติมที่ iCafeForex ซึ่งมีบทความเรื่องตลาด Forex อย่างครบถ้วน
ภาษีจากการลงทุน ETF ในประเทศไทย
นักลงทุนไทยต้องเสียภาษีจากการลงทุน ETF ดังนี้:
- เงินปันผล: หักณที่จ่าย 10% หรือเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี
- กำไรจากการขาย (Capital Gain): สำหรับ ETF ไทยที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ETF ต่างประเทศ: กำไรจากการขายต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้หากนำเงินกลับเข้าประเทศไทยในปีเดียวกับที่ได้รับ
สำหรับ ETF ที่ซื้อขายในกลุ่ม LTF/SSF/RMF มีสิทธิลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนดซึ่งเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมในการลงทุนระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
ETF กับกองทุนรวมอะไรดีกว่า?
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ETF ดีกว่าในเรื่องค่าธรรมเนียมต่ำและซื้อขายสะดวกกองทุนรวมดีกว่าในเรื่อง DCA อัตโนมัติและมีผู้จัดการบริหารแบบ Active สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการต้นทุนต่ำ ETF มักเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
ควรลงทุน ETF ไทยหรือ ETF ต่างประเทศ?
แนะนำให้กระจายทั้งสองตลาดเริ่มจาก ETF ไทยเพราะสะดวกและไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนจากนั้นค่อยเพิ่ม ETF ต่างประเทศเพื่อกระจายพอร์ตสัดส่วนที่แนะนำคือ 50% ไทย 50% ต่างประเทศ
ลงทุน ETF ต้องมีเงินเท่าไหร่?
ใน ETF ไทยสามารถเริ่มได้ตั้งแต่หลักร้อยบาทเช่น TDEX ราคาหน่วยละประมาณ 30-40 บาทซื้อขั้นต่ำ 100 หน่วยใช้เงินประมาณ 3,000-4,000 บาทสำหรับ ETF ต่างประเทศบางแพลตฟอร์มอนุญาตให้ซื้อเศษหุ้นได้ตั้งแต่ 1 ดอลลาร์
Expense Ratio สำคัญแค่ไหน?
สำคัญมากในระยะยาวค่าธรรมเนียมที่ต่างกัน 0.5% ต่อปีในระยะเวลา 30 ปีอาจทำให้ผลตอบแทนสุดท้ายต่างกันหลายล้านบาทควรเลือก ETF ที่มี Expense Ratio ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
สรุป
ETF เป็นเครื่องมือลงทุนที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักลงทุนไทยในปี 2026 ด้วยค่าธรรมเนียมต่ำความหลากหลายของสินทรัพย์และความสะดวกในการซื้อขาย ETF ช่วยให้นักลงทุนทุกระดับสามารถสร้างพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นหรือเป็นนักลงทุนมีประสบการณ์ ETF ควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนของคุณเริ่มต้นวันนี้ด้วยการเลือก ETF ที่ตรงกับเป้าหมายแล้วลงทุนอย่างสม่ำเสมอ