ภาพรวมการลงทุนของคนไทย ปี 2026
การลงทุนของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่การลงทุนถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนรวยหรือคนที่มีความรู้เฉพาะทาง ปัจจุบันนักลงทุนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennial เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ด้วยเทคโนโลยี Mobile-first, Social media influence, และ Low barrier to entry ทำให้การลงทุนเข้าถึงง่ายกว่าที่เคย
บทความนี้รวบรวมสถิติ แนวโน้ม และพฤติกรรมการลงทุนของคนไทยในปี 2026 อย่างครอบคลุม เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าคนไทยลงทุนอะไร ลงทุนอย่างไร และจะไปทางไหนในอนาคต
สถิติตลาดหุ้นไทย (SET) 2026
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) รายงานสถิติที่น่าสนใจ:
| ตัวชี้วัด | ปี 2022 | ปี 2024 | ปี 2026 (ประมาณการ) |
|---|---|---|---|
| จำนวนบัญชีซื้อขายหุ้น | ~4.5 ล้านบัญชี | ~5.2 ล้านบัญชี | ~5.8-6 ล้านบัญชี |
| บัญชีที่ Active (มี Trading) | ~1.5 ล้านบัญชี | ~1.8 ล้านบัญชี | ~2 ล้านบัญชี |
| มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย/วัน | ~60 พันล้านบาท | ~45-55 พันล้านบาท | ~50-65 พันล้านบาท |
| สัดส่วนนักลงทุนรายย่อย | ~40% | ~38% | ~35-40% |
| สัดส่วนนักลงทุนอายุ < 30 ปี | ~25% | ~30% | ~33-35% |
| Market Cap รวม | ~18 Trillion THB | ~17 Trillion THB | ~17-19 Trillion THB |
แนวโน้มที่สำคัญ: จำนวนบัญชีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่บัญชี Active กลับไม่เพิ่มตามสัดส่วน แสดงว่านักลงทุนจำนวนมากเปิดบัญชีแล้วไม่ได้ใช้งาน (อาจผิดหวังจากผลตอบแทน SET ที่ไม่ดีในช่วง 2023-2025) นักลงทุนอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สถิติ Crypto ในประเทศไทย
| ตัวชี้วัด | ข้อมูล (2024-2026) |
|---|---|
| จำนวนบัญชี Crypto (ก.ล.ต. กำกับ) | ~4-5 ล้านบัญชี |
| Exchange ที่ได้รับอนุญาต | Bitkub, Satang Pro, Zipmex (ถูกระงับ), Gulf Binance |
| มูลค่าการซื้อขาย Crypto/วัน | ~2-5 พันล้านบาท (ผันผวนสูง) |
| Crypto ยอดนิยม | Bitcoin, Ethereum, XRP, KUB (Bitkub Coin) |
| กฎหมายภาษี | เสียภาษี 15% จากกำไร (ยกเว้น Exchange ที่ได้รับอนุญาตบางกรณี) |
จำนวนบัญชี Crypto ในไทยเกือบเท่ากับบัญชีหุ้น แสดงว่าคนไทยให้ความสนใจ Crypto มาก แต่หลังจาก Crypto Winter (2022) และกรณี Zipmex หลายคนถอนตัว ปี 2026 Crypto กลับมาได้ความสนใจอีกครั้งตาม Bitcoin ที่ราคาเพิ่มขึ้น
สถิติกองทุนรวม
| ตัวชี้วัด | ข้อมูล (2026 ประมาณการ) |
|---|---|
| จำนวน บลจ. (บริษัทจัดการกองทุน) | ~25 บริษัท |
| จำนวนกองทุนรวมทั้งหมด | ~2,000+ กองทุน |
| NAV (สินทรัพย์สุทธิรวม) | ~5-6 Trillion THB |
| กองทุนยอดนิยม | กองทุนตลาดเงิน, SSF/RMF, กองทุนหุ้นต่างประเทศ (S&P 500) |
| DCA (ซื้ออัตโนมัติ) | เพิ่มขึ้น 30-40% ต่อปี |
กองทุนรวมยังคงเป็นช่องทางลงทุนที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะ SSF/RMF ที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี และกองทุนหุ้นต่างประเทศ (Feeder Fund) ที่ลงทุนในดัชนี S&P 500, NASDAQ ที่เติบโตต่อเนื่อง การตั้ง DCA (ลงทุนอัตโนมัติทุกเดือน) เป็นเทรนด์ที่เติบโตเร็วมาก
พฤติกรรมการลงทุนแยกตามรุ่น (Generation)
Gen Z (เกิด 1997-2012 อายุ 14-29 ปี ในปี 2026)
| พฤติกรรม | รายละเอียด |
|---|---|
| ช่องทางลงทุนหลัก | Crypto (40%), หุ้น (30%), กองทุนรวม (20%), ทอง (10%) |
| แหล่งข้อมูล | TikTok, YouTube, Twitter, Reddit, Pantip |
| เงินลงทุนเฉลี่ย/เดือน | 1,000-5,000 บาท |
| ระยะเวลาถือ | สั้น (ส่วนใหญ่ < 3 เดือน) |
| แรงจูงใจ | อยากรวยเร็ว, FOMO, เห็นคนอื่นทำได้ |
| ความเสี่ยงที่ยอมรับ | สูงมาก (เพราะมีเงินน้อย รู้สึกว่าขาดทุนไม่เท่าไหร่) |
| เครื่องมือ | App เท่านั้น (ไม่ใช้ Desktop) |
Millennials (เกิด 1981-1996 อายุ 30-45 ปี ในปี 2026)
| พฤติกรรม | รายละเอียด |
|---|---|
| ช่องทางลงทุนหลัก | หุ้น (35%), กองทุนรวม/SSF/RMF (30%), คอนโด (15%), Crypto (10%), Forex/ทอง (10%) |
| แหล่งข้อมูล | YouTube, Facebook Groups, Broker Research, หนังสือ |
| เงินลงทุนเฉลี่ย/เดือน | 5,000-20,000 บาท |
| ระยะเวลาถือ | ปานกลาง (3-12 เดือน), DCA ระยะยาว |
| แรงจูงใจ | วางแผนเกษียณ, ลดหย่อนภาษี, สร้าง Passive Income |
| ความเสี่ยงที่ยอมรับ | ปานกลาง (มีภาระครอบครัว) |
| เครื่องมือ | App + Desktop, มี Broker หลายบัญชี |
Gen X (เกิด 1965-1980 อายุ 46-61 ปี ในปี 2026)
| พฤติกรรม | รายละเอียด |
|---|---|
| ช่องทางลงทุนหลัก | กองทุนรวม/RMF (35%), หุ้นปันผล (25%), ทอง (15%), อสังหาฯ (15%), เงินฝาก/พันธบัตร (10%) |
| แหล่งข้อมูล | Broker Research, สัมมนา, หนังสือ, TV |
| เงินลงทุนเฉลี่ย/เดือน | 10,000-50,000 บาท |
| ระยะเวลาถือ | ยาว (> 1 ปี), เน้นเงินปันผล |
| แรงจูงใจ | เตรียมเกษียณ, รักษามูลค่าเงิน, ส่งต่อมรดก |
| ความเสี่ยงที่ยอมรับ | ต่ำ-ปานกลาง (ใกล้เกษียณ) |
| เครื่องมือ | Desktop + โทรศัพท์หา Broker |
Mobile-first Investing — แอปลงทุนที่คนไทยใช้
การลงทุนผ่านแอปมือถือกลายเป็น Norm ของนักลงทุนไทยในปี 2026 แอปยอดนิยม:
หุ้น: Streaming (Settrade), SCBS Easy Invest, KGI, Daol, Bualuang mStock, Finansia HERO
กองทุนรวม: FINNOMENA, K-My Funds (KBank), SCB Easy Fund, Phillip Mutual Fund
Crypto: Bitkub, Satang Pro
Forex/ทอง: สำหรับผู้ที่สนใจตลาด Forex และทองคำ แอป iCafeFX เป็นแอปภาษาไทยที่ให้สัญญาณเทรดฟรีทุกวัน พร้อม Chart วิเคราะห์เทคนิค เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่และมือเก่า
ทอง: YLG Bullion, Hua Seng Heng, Aurora, MTS Gold
การเปลี่ยนมาใช้แอปทำให้ Barrier to entry ต่ำลงมาก เปิดบัญชีได้ภายใน 15 นาที ซื้อขายได้ทันที ไม่ต้องไปสาขา ส่งผลให้นักลงทุนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
Social Media กับอิทธิพลต่อการลงทุน
TikTok Finance (FinTok)
TikTok เป็นแหล่งข้อมูลการลงทุนอันดับ 1 ของ Gen Z วิดีโอสั้น 60 วินาที สอนลงทุน หุ้นต้องซื้อ Crypto จะขึ้น ดูเข้าใจง่าย ทำให้คนสนใจลงทุน แต่ก็มีข้อเสียคือ ข้อมูลอาจไม่ถูกต้อง เน้น Sensational มากกว่า Educational บางคนเป็น Influencer ที่ได้ค่าโฆษณาจาก Broker/Exchange ทำให้ไม่เป็นกลาง
YouTube Finance
YouTube ยังคงเป็นแหล่งเรียนรู้การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย ช่อง YouTube การเงินภาษาไทยที่มีผู้ติดตามสูงมีหลายช่อง ให้ข้อมูลเชิงลึกกว่า TikTok มาก แต่ก็ต้องพิจารณาว่า Content creator มี Conflict of interest หรือไม่
Pantip / Facebook Groups
Pantip ห้องสินทรัพย์ดิจิทัล, ห้อง SET, Facebook Group เช่น “หุ้นไทย”, “Crypto TH” เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักลงทุนไทย ข้อดีคือได้มุมมองหลากหลาย ข้อเสียคือ Herd mentality (คนเชื่อตามกัน ซื้อตามกัน ขายตามกัน)
คำเตือน: ไม่ว่าจะเห็นข้อมูลจากที่ไหน ต้องทำ Due diligence ด้วยตัวเอง ไม่ควรซื้อหุ้นหรือ Crypto เพราะ Influencer บอก ต้องศึกษาพื้นฐาน อ่านงบการเงิน เข้าใจ Business model ก่อนลงทุนเสมอ
ระดับความรู้ทางการเงินของคนไทย (Financial Literacy)
ผลสำรวจ Financial Literacy ของคนไทยจาก ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า:
| ตัวชี้วัด | ผลสำรวจ |
|---|---|
| คะแนน Financial Literacy เฉลี่ย | 58-62/100 (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 65) |
| คนที่เข้าใจ Compound Interest | ~45% |
| คนที่เข้าใจ Inflation | ~55% |
| คนที่มี Emergency Fund เพียงพอ | ~30% |
| คนที่วางแผนเกษียณ | ~25% |
| คนที่ตกเป็นเหยื่อ Financial Scam | ~15% เคยตกเป็นเหยื่อ |
ปัญหาหลักคือ คนไทยจำนวนมากเข้าสู่ตลาดลงทุนโดยไม่มีความรู้พื้นฐานเพียงพอ ทำให้ ซื้อตาม Influencer โดยไม่ศึกษาเอง, ไม่เข้าใจ Risk Management (ใส่เงินทั้งหมดในหุ้นตัวเดียว), ไม่เข้าใจเรื่องภาษี (ไม่ยื่นภาษี Crypto), ตกเป็นเหยื่อ Scam (แชร์ลูกโซ่, Ponzi, Forex Scam)
ปัญหาและความท้าทาย
อัตราการออมต่ำ
คนไทยมีอัตราการออมเฉลี่ยประมาณ 25-30% ของ GDP ซึ่งดูเหมือนสูง แต่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนรายได้สูง คนรายได้ต่ำ-กลางส่วนใหญ่แทบไม่มีเงินออม ไม่ต้องพูดถึงเงินลงทุน
หนี้ครัวเรือนสูง
หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ประมาณ 87-91% ของ GDP (สูงที่สุดในอาเซียน) คนที่มีหนี้สูงไม่สามารถลงทุนได้อย่างเต็มที่ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ต้องไปจ่ายดอกเบี้ย
ความเหลื่อมล้ำ
คนรวยสุด 10% ถือครองสินทรัพย์ทางการเงิน (หุ้น กองทุน เงินฝาก) มากกว่า 70% ของทั้งหมด ขณะที่คนรายได้ต่ำสุด 50% แทบไม่มีสินทรัพย์ทางการเงินเลย การลงทุนยังคงเป็นเรื่องของคนชั้นกลางขึ้นไป
การขาดแคลน Financial Advisor ที่มีคุณภาพ
ไทยมี CFP (Certified Financial Planner) ไม่ถึง 1,000 คน สำหรับประชากร 70 ล้านคน คนส่วนใหญ่ได้รับคำแนะนำการลงทุนจาก เจ้าหน้าที่ธนาคาร (ที่มี Target ขายผลิตภัณฑ์), Influencer ใน Social media, เพื่อนหรือคนรู้จัก
โอกาส — ทำไมอนาคตสดใส
ประชากรรุ่นใหม่ที่ Digital-ready
คนไทยอายุ 15-35 ปี มีมากกว่า 20 ล้านคน คนกลุ่มนี้เติบโตมากับ Smartphone คุ้นเคยกับการทำธุรกรรมออนไลน์ พร้อมใช้ App ลงทุนได้ทันที
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
PromptPay, Mobile Banking, E-wallet ที่แพร่หลาย ทำให้โอนเงินเข้าบัญชีลงทุนได้ทันที Internet penetration สูงกว่า 85% 5G ครอบคลุมเมืองหลัก ทำให้ Trade ได้ทุกที่ทุกเวลา
นโยบายภาครัฐ
รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนผ่านสิทธิ์ลดหย่อนภาษี SSF/RMF ThaiESG, กระตุ้นให้คนออมและลงทุนมากขึ้น, ก.ล.ต. พัฒนากฎเกณฑ์ให้ทันสมัย (อนุญาต Digital Asset Trading)
เปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค
| ตัวชี้วัด | ไทย | สิงคโปร์ | มาเลเซีย | อินโดนีเซีย |
|---|---|---|---|---|
| สัดส่วนประชากรที่ลงทุนหุ้น | ~7-8% | ~30% | ~10% | ~5-6% |
| Financial Literacy Score | 58-62 | 72 | 60 | 55 |
| หนี้ครัวเรือน/GDP | ~90% | ~130% (แต่รายได้สูงมาก) | ~82% | ~17% |
| Crypto Adoption | สูงมาก | สูง | ปานกลาง | สูงมาก |
| SSF/RMF (สิทธิ์ลดหย่อน) | มี (SSF/RMF/ThaiESG) | มี (SRS, CPF) | มี (EPF, PRS) | ไม่มีรูปแบบเดียวกัน |
ไทยอยู่กลางๆ ในภูมิภาค ดีกว่าอินโดนีเซียแต่ยังตามหลังสิงคโปร์อยู่มาก โอกาสการเติบโตยังมีอีกเยอะ โดยเฉพาะถ้าสามารถเพิ่ม Financial literacy และลดหนี้ครัวเรือนได้
แนวโน้มและทิศทางอนาคต
1. AI-assisted Investing
Robo-advisor, AI stock screening, AI-generated research จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงข้อมูลวิเคราะห์ระดับ Professional ได้
2. Tokenization ของสินทรัพย์
อสังหาริมทรัพย์, งานศิลปะ, สินค้าโภคภัณฑ์ จะถูก Tokenize ทำให้ลงทุนได้ด้วยเงินน้อย (Fractional ownership) กองทุนรวม/ETF ที่ Issue เป็น Token จะเพิ่มขึ้น
3. Cross-border Investing ง่ายขึ้น
การลงทุนหุ้นต่างประเทศจากไทยจะสะดวกขึ้น ค่าธรรมเนียมลดลง Broker ไทยจะเปิดให้ซื้อหุ้น US, Japan, Hong Kong ได้ง่ายขึ้น
4. Sustainable / ESG Investing
กองทุน ESG (Environmental, Social, Governance) จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะหลังรัฐบาลเปิดตัว ThaiESG ที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี
5. Content-driven Investment Decisions
Social media จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในทางดี (ให้ความรู้) และทางร้าย (ชวนลงทุนแบบผิดๆ) ความสามารถในการ Filter ข้อมูลจะเป็น Skill สำคัญ
สรุป
คนไทยกับการลงทุนในปี 2026 อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าตื่นเต้น นักลงทุนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น เทคโนโลยีทำให้เข้าถึงง่ายขึ้น ช่องทางลงทุนหลากหลายมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายเรื่อง Financial literacy ที่ยังต่ำ, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และอิทธิพลของ Social media ที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนแบบผิดๆ
สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นลงทุนในตลาด Forex และทองคำ ดาวน์โหลด iCafeFX เพื่อเข้าถึงสัญญาณเทรดและบทวิเคราะห์ภาษาไทยฟรีทุกวัน เป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับนักลงทุนไทย


