
รู้จักกับ “กรุง ศรี กองทุน รวม” ในมุมมองทางเทคโนโลยี
ในยุคที่เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และการบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด คำว่า “กรุง ศรี กองทุน รวม” อาจฟังดูคุ้นหูสำหรับนักลงทุนไทย แต่ในบทความนี้เราจะพาคุณไปสำรวจแนวคิดนี้ในมุมมองทางเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ในฐานะกองทุนรวมธรรมดา แต่ในฐานะระบบนิเวศทางเทคนิคที่ซับซ้อน ซึ่งรวมเอาหลักการของ Distributed Ledger Technology (DLT), Smart Contract, API Integration, และ Data Analytics เข้าไว้ด้วยกัน
“กรุง ศรี กองทุน รวม” ในบริบทนี้ หมายถึงการรวมศูนย์กลางการจัดการกองทุนหลายประเภท (เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์) ไว้ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใส บทความนี้จะเจาะลึกถึงสถาปัตยกรรมระบบ กลไกการทำงาน และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับนักพัฒนาที่ต้องการสร้างหรือปรับปรุงระบบดังกล่าว
1. สถาปัตยกรรมระบบ: การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค
การสร้างระบบ “กรุง ศรี กองทุน รวม” ที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีสถาปัตยกรรมที่แข็งแกร่ง รองรับปริมาณธุรกรรมสูง และมีความปลอดภัยระดับสูง โดยทั่วไปแล้วสถาปัตยกรรมจะแบ่งออกเป็นหลายชั้น (Layered Architecture) ดังนี้
1.1 ชั้นการนำเสนอ (Presentation Layer)
เป็นส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI/UX) ที่นักลงทุนและผู้จัดการกองทุนใช้ เช่น เว็บแอปพลิเคชันหรือโมบายแอป ต้องออกแบบให้ใช้งานง่าย แสดงข้อมูลแบบ Real-time และรองรับการทำธุรกรรมที่ซับซ้อนได้ เช่น การสลับหน่วยลงทุน (Switching) หรือการซื้อขายแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging)
1.2 ชั้นธุรกิจ (Business Logic Layer)
หัวใจของระบบ ประกอบด้วยกฎเกณฑ์ทางธุรกิจทั้งหมด เช่น การคำนวณ NAV (Net Asset Value), การจัดการคำสั่งซื้อ-ขาย, การคิดค่าธรรมเนียม และการปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอ ในระบบ “กรุง ศรี กองทุน รวม” ชั้นนี้ต้องรองรับการทำงานแบบ Multi-Tenant หมายถึงสามารถจัดการกองทุนหลายกองทุนที่มีกฎเกณฑ์แตกต่างกันได้พร้อมกัน
1.3 ชั้นข้อมูล (Data Layer)
จัดเก็บข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลลูกค้า (KYC/AML) ข้อมูลราคาหลักทรัพย์ และประวัติการทำรายการ โดยทั่วไปนิยมใช้ฐานข้อมูลแบบผสมผสาน (Hybrid Database) เช่น PostgreSQL สำหรับข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และ MongoDB หรือ Redis สำหรับข้อมูลที่ต้องการความเร็วสูง (Real-time NAV Updates)
1.4 ชั้นการเชื่อมต่อ (Integration Layer)
เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบของกองทุนรวมกับระบบภายนอก เช่น ตลาดหลักทรัพย์ นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Broker) ธนาคาร และระบบภาษี โดยใช้ API Gateway และ Message Queue (เช่น RabbitMQ หรือ Apache Kafka) เพื่อจัดการการรับส่งข้อมูลแบบ Asynchronous
// ตัวอย่างโค้ดจำลองการคำนวณ NAV แบบ Real-time ด้วย Node.js
const calculateNAV = (fundId, assets, liabilities, unitsOutstanding) => {
// 1. ดึงราคาล่าสุดของสินทรัพย์จาก API ภายนอก
const latestPrices = await fetchAssetPrices(assets.map(a => a.symbol));
// 2. คำนวณมูลค่าสินทรัพย์รวม
let totalAssetValue = 0;
assets.forEach(asset => {
const currentPrice = latestPrices[asset.symbol];
totalAssetValue += currentPrice * asset.quantity;
console.log(`Asset ${asset.symbol}: ${currentPrice} x ${asset.quantity}`);
});
// 3. คำนวณ NAV ต่อหน่วย
const netAssetValue = totalAssetValue - liabilities;
const navPerUnit = netAssetValue / unitsOutstanding;
return {
fundId,
timestamp: new Date().toISOString(),
navPerUnit: navPerUnit.toFixed(4),
totalAssetValue,
totalLiabilities: liabilities
};
};
// เรียกใช้งาน
const result = await calculateNAV('FUND-001', assetList, 5000000, 1000000);
console.log(`NAV Calculated: ${result.navPerUnit}`);
2. เทคโนโลยีหลักที่ขับเคลื่อน “กรุง ศรี กองทุน รวม”
เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีสำคัญหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างมีบทบาทแตกต่างกันไป ดังนี้
2.1 Smart Contract และ Blockchain สำหรับการจัดการกองทุน
หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังถูกนำมาใช้คือการนำ Smart Contract มาควบคุมการดำเนินงานของกองทุน เช่น การออกหน่วยลงทุน (Tokenization) การจ่ายเงินปันผลอัตโนมัติ และการลงคะแนนเสียงของผู้ถือหน่วย การใช้ Blockchain ช่วยเพิ่มความโปร่งใส เนื่องจากธุรกรรมทั้งหมดถูกบันทึกอย่างถาวรและตรวจสอบได้
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้: กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REIT) สามารถออกเป็น Digital Token บน Ethereum หรือ Polygon โดย Smart Contract จะจัดการการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือโทเคนโดยอัตโนมัติทุกไตรมาส โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง
2.2 API-First Architecture
ระบบ “กรุง ศรี กองทุน รวม” สมัยใหม่ต้องออกแบบให้เป็น API-First หมายถึงทุกฟังก์ชันต้องสามารถเข้าถึงได้ผ่าน API ที่มีมาตรฐาน (RESTful หรือ GraphQL) เพื่อให้แอปพลิเคชันอื่น ๆ หรือพันธมิตรทางธุรกิจสามารถเชื่อมต่อได้ง่าย เช่น การให้ธนาคารสามารถเรียก API เพื่อตรวจสอบยอดคงเหลือของกองทุน หรือการให้แอปวางแผนการเงินบุคคลที่สามสามารถดึงข้อมูลพอร์ตการลงทุนได้
2.3 Data Analytics และ Machine Learning
การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ช่วยให้ผู้จัดการกองทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้แม่นยำยิ่งขึ้น เช่น การใช้ ML Model เพื่อทำนายแนวโน้มราคาหุ้น หรือการวิเคราะห์ความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอแบบ Real-time นอกจากนี้ ยังใช้ในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ (Anomaly Detection) เพื่อป้องกันการทุจริต
// ตัวอย่างการใช้ Python Pandas เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงของกองทุน
import pandas as pd
import numpy as np
def calculate_portfolio_risk(portfolio_df):
"""
portfolio_df: DataFrame ที่มีคอลัมน์ ['date', 'fund_id', 'return']
"""
# คำนวณอัตราผลตอบแทนรายวัน
portfolio_df['daily_return'] = portfolio_df['return'].pct_change()
# คำนวณความผันผวน (Volatility) ด้วย Standard Deviation
volatility = portfolio_df['daily_return'].std() * np.sqrt(252) # Annualized
# คำนวณ Value at Risk (VaR) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
var_95 = np.percentile(portfolio_df['daily_return'], 5)
# คำนวณ Sharpe Ratio (สมมติ Risk-free rate = 2%)
risk_free_rate = 0.02
sharpe_ratio = (portfolio_df['daily_return'].mean() * 252 - risk_free_rate) / volatility
return {
'volatility': round(volatility, 4),
'var_95': round(var_95, 4),
'sharpe_ratio': round(sharpe_ratio, 4)
}
# ตัวอย่างข้อมูล
data = {
'date': pd.date_range('2024-01-01', periods=100, freq='D'),
'fund_id': ['FUND-A'] * 100,
'return': np.random.randn(100) * 0.02 + 0.001 # Random returns
}
df = pd.DataFrame(data)
risk_metrics = calculate_portfolio_risk(df)
print(risk_metrics)
3. การเปรียบเทียบสถาปัตยกรรมระบบแบบดั้งเดิม vs สมัยใหม่
การเปลี่ยนแปลงจากระบบกองทุนรวมแบบดั้งเดิม (Legacy System) ไปสู่ระบบ “กรุง ศรี กองทุน รวม” สมัยใหม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ตารางด้านล่างนี้จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น
| คุณสมบัติ | ระบบดั้งเดิม (Legacy) | ระบบสมัยใหม่ (Modern) |
|---|---|---|
| การจัดการข้อมูล | ฐานข้อมูลแบบ Centralized (Oracle, SQL Server) | Hybrid: Relational + NoSQL + Blockchain |
| การเชื่อมต่อ | File-based (CSV, XML) หรือ Batch Processing | Real-time API (REST/GraphQL) + Event-driven (Kafka) |
| ความโปร่งใส | จำกัดเฉพาะผู้ดูแลระบบ | ตรวจสอบได้ผ่าน Public/Private Blockchain |
| การปรับขนาด (Scalability) | ยาก ต้อง upgrade Hardware | Horizontal Scaling ด้วย Cloud Native (Kubernetes) |
| ความเร็วในการทำธุรกรรม | T+2 หรือ T+3 (วันทำการ) | Real-time หรือ T+0 (Settlement ทันที) |
| การรักษาความปลอดภัย | Firewall + On-premise | Zero Trust Architecture + Encryption End-to-End |
จากตารางจะเห็นว่า ระบบสมัยใหม่มีข้อได้เปรียบในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านความเร็วและความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม การย้ายระบบจากดั้งเดิมมาสู่สมัยใหม่ต้องใช้การวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการ Migration ข้อมูลและการฝึกอบรมบุคลากร
4. แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สำหรับนักพัฒนา
การพัฒนาระบบ “กรุง ศรี กองทุน รวม” ให้มีคุณภาพ จำเป็นต้องยึดถือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ดังนี้
4.1 การออกแบบระบบให้รองรับการขยายตัว (Scalable Design)
- ใช้ Microservices Architecture: แบ่งระบบเป็นบริการย่อย เช่น Fund Service, Transaction Service, User Service เพื่อให้สามารถพัฒนาและปรับขนาดได้อิสระ
- ใช้ Caching อย่างชาญฉลาด: โดยเฉพาะข้อมูลที่ถูกเรียกใช้บ่อย เช่น NAV ล่าสุด หรือราคาหลักทรัพย์ โดยใช้ Redis หรือ Memcached
- ออกแบบ Database Schema ให้ Normalized: แต่ยอมให้มีการ Denormalized บางส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอ่านข้อมูล
4.2 การรักษาความปลอดภัยระดับสูง
- Implement Multi-Factor Authentication (MFA): สำหรับทุกบัญชีผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้จัดการกองทุน
- ใช้ Encryption ทั้งในขณะส่งข้อมูล (In-transit) และขณะจัดเก็บ (At-rest): เช่น TLS 1.3 สำหรับการสื่อสาร และ AES-256 สำหรับการจัดเก็บข้อมูล
- ทำ Regular Security Audits: และ Penetration Testing อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
4.3 การจัดการข้อผิดพลาดและการกู้คืนระบบ
- ออกแบบระบบให้มี Idempotency: เพื่อป้องกันการทำธุรกรรมซ้ำเมื่อเกิด Network Error
- ใช้ Circuit Breaker Pattern: เพื่อป้องกันการเรียก API ที่ล้มเหลวซ้ำ ๆ จนทำให้ระบบล่ม
- มี Disaster Recovery Plan: โดยใช้ Multi-Region Deployment และ定期 Backup ข้อมูล
// ตัวอย่างการ Implement Idempotency Key ใน API ด้วย Express.js
const express = require('express');
const app = express();
app.use(express.json());
// ในทางปฏิบัติ ควรใช้ Redis หรือ Database เพื่อเก็บ Idempotency Key
const processedKeys = new Set();
app.post('/api/order/create', async (req, res) => {
const { idempotencyKey, fundId, amount } = req.body;
// ตรวจสอบว่า Key นี้เคยถูกใช้หรือไม่
if (processedKeys.has(idempotencyKey)) {
return res.status(200).json({
message: 'Order already processed',
status: 'DUPLICATE'
});
}
try {
// ดำเนินการสร้างคำสั่งซื้อ
const orderResult = await createOrder(fundId, amount);
// บันทึก Idempotency Key
processedKeys.add(idempotencyKey);
res.status(201).json({
orderId: orderResult.id,
status: 'SUCCESS'
});
} catch (error) {
// ถ้าเกิดข้อผิดพลาด ไม่ควรบันทึก Key เพื่อให้สามารถลองใหม่ได้
res.status(500).json({
error: error.message,
status: 'FAILED'
});
}
});
app.listen(3000, () => console.log('Fund API running on port 3000'));
5. กรณีการใช้งานจริง (Real-World Use Cases)
แนวคิด “กรุง ศรี กองทุน รวม” ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่มีการนำไปประยุกต์ใช้จริงในหลายสถาบันการเงินชั้นนำของไทยและต่างประเทศ มาดูตัวอย่างที่น่าสนใจ
5.1 กรณีศึกษา: แพลตฟอร์มกองทุนรวมดิจิทัลของธนาคารพาณิชย์ไทย
ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศไทยได้พัฒนาแพลตฟอร์มที่รวบรวมกองทุนรวมจากหลายบริษัทจัดการ (BLAM) ไว้ในที่เดียว โดยใช้เทคโนโลยี API Gateway เพื่อเชื่อมต่อกับระบบของแต่ละ BLAM แบบ Real-time ผู้ใช้สามารถ:
- ดู NAV แบบสด ๆ ได้ทุกวินาที
- ทำการสลับหน่วยลงทุนระหว่างกองทุนของ BLAM ต่าง ๆ ได้ภายในคลิกเดียว
- ใช้ฟีเจอร์ Smart Rebalancing ที่ปรับสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติตามเป้าหมาย
ผลลัพธ์: จำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้น 300% ภายใน 6 เดือน และต้นทุนการดำเนินงานลดลง 40% เนื่องจากระบบ Automation
5.2 กรณีศึกษา: กองทุนรวม Tokenized บน Blockchain สำหรับนักลงทุนรายย่อย
สตาร์ทอัพ FinTech แห่งหนึ่งในสิงคโปร์ได้สร้างกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ โดยออกเป็น Digital Token บน Blockchain ของ Ethereum นักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดย Smart Contract จะจัดการ:
- การจ่ายดอกเบี้ยอัตโนมัติทุกเดือน
- การคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ
- การออกใบรับรองการถือครองหน่วยลงทุนแบบดิจิทัล (Digital Certificate)
ความท้าทาย: การจัดการเรื่อง KYC/AML บน Blockchain ต้องใช้เทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof (ZKP) เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ลงทุน
5.3 การใช้ AI เพื่อการบริหารความเสี่ยงในกองทุนรวม
บริษัทจัดการกองทุนแห่งหนึ่งใช้ Machine Learning Model เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินทรัพย์ในพอร์ตโฟลิโอ โดยโมเดลจะ:
- ดึงข้อมูลราคาย้อนหลัง 5 ปีของสินทรัพย์ทั้งหมด
- สร้าง Correlation Matrix และหา Optimal Portfolio ตามทฤษฎี Modern Portfolio Theory (MPT)
- แจ้งเตือนผู้จัดการกองทุนเมื่อความเสี่ยงของพอร์ตเกินเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น VaR เกิน 5%)
- เสนอคำแนะนำในการปรับพอร์ตโดยอัตโนมัติ (Auto-Rebalancing)
ผลลัพธ์: อัตราผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted Return) ดีขึ้น 15% เมื่อเทียบกับการจัดการแบบดั้งเดิม
6. ความท้าทายและข้อควรระวังในการพัฒนา
แม้ว่าระบบ “กรุง ศรี กองทุน รวม” จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีความท้าทายที่นักพัฒนาต้องตระหนักถึง
6.1 การปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Regulatory Compliance)
ระบบที่เกี่ยวข้องกับการเงินต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่น พ.ร.บ. กองทุนรวม, พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมาย AML/CFT การออกแบบระบบต้องมีฟีเจอร์สำหรับการรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแล (เช่น ก.ล.ต.) โดยอัตโนมัติ
6.2 การจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Challenges)
กองทุนรวมที่มีสินทรัพย์หลายร้อยรายการและมีธุรกรรมหลายพันรายการต่อวัน ทำให้เกิดข้อมูลปริมาณมหาศาล การออกแบบ Data Pipeline ที่มีประสิทธิภาพและการเลือกใช้ Data Warehouse ที่เหมาะสม (เช่น Snowflake หรือ BigQuery) จึงเป็นสิ่งสำคัญ
6.3 ปัญหา Latency และ Network Congestion
ในกรณีที่ใช้ Blockchain โดยเฉพาะ Public Blockchain อาจเกิดปัญหา Network Congestion ทำให้ธุรกรรมล่าช้า วิธีแก้ไขคือการใช้ Layer 2 Solution (เช่น Polygon, Arbitrum) หรือเลือกใช้ Private Blockchain ที่ควบคุมได้
7. ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยี Blockchain ที่เหมาะสม
การเลือกใช้ Blockchain Platform ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของระบบ ตารางด้านล่างเปรียบเทียบตัวเลือกยอดนิยม
| คุณสมบัติ | Ethereum (Public) | Hyperledger Fabric (Private) | Polygon (Layer 2) |
|---|---|---|---|
| ความเร็วในการทำธุรกรรม | ~15 TPS | >1,000 TPS | >7,000 TPS |
| ค่าธรรมเนียม (Gas Fee) | สูง (ผันผวน) | ต่ำมาก (ควบคุมได้) | ต่ำมาก (~$0.01) |
| ความเป็นส่วนตัว | ต่ำ (ข้อมูลสาธารณะ) | สูง (ใช้ Channel) | ปานกลาง (สามารถใช้ ZKP) |
| ความเหมาะสมกับกองทุนรวม | เหมาะสำหรับกองทุนที่ต้องการความโปร่งใสสูง (เช่น กองทุนเพื่อสังคม) | เหมาะสำหรับกองทุนสถาบันที่ต้องการควบคุมการเข้าถึง | เหมาะสำหรับกองทุนที่ต้องการความเร็วและต้นทุนต่ำ |
| การสนับสนุน Smart Contract | Solidity (แข็งแกร่ง) | Go, Java, Node.js | Solidity (เข้ากันได้กับ Ethereum) |
| ข้อควรระวัง | Scalability ปัญหา | ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง | พึ่งพาความปลอดภัยของ Ethereum Mainnet |
8. อนาคตของ “กรุง ศรี กองทุน รวม” ในยุค Web3
แนวโน้มในอนาคตชี้ให้เห็นว่าระบบ “กรุง ศรี กองทุน รวม” จะพัฒนาไปสู่การเป็น Decentralized Autonomous Organization (DAO) มากขึ้น โดยที่ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจผ่านการโหวตบน Blockchain นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยี DeFi (Decentralized Finance) จะช่วยให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การกู้ยืมโดยใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักประกัน หรือการสร้างกองทุนรวมที่บริหารโดย AI โดยสมบูรณ์
อีกหนึ่งเทรนด์ที่สำคัญคือการนำ Central Bank Digital Currency (CBDC) มาใช้ในการชำระค่าซื้อขายหน่วยลงทุน ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการ Settlement จากวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที และลดความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญา
Summary
“กรุง ศรี กองทุน รวม” ในมุมมองทางเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในการรวมกองทุนหลายประเภทไว้ด้วยกัน แต่เป็นระบบนิเวศที่ซับซ้อนซึ่งอาศัยการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย (Microservices, API-First), เทคโนโลยีการกระจายศูนย์ (Blockchain, Smart Contract), และปัญญาประดิษฐ์ (AI/ML) เพื่อสร้างประสบการณ์การลงทุนที่รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
นักพัฒนาที่ต้องการสร้างระบบดังกล่าวต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการออกแบบที่รองรับการขยายตัวในอนาคต การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น Blockchain Platform ที่สอดคล้องกับความต้องการด้านความเร็วและความเป็นส่วนตัว รวมถึงการใช้ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพอร์ต ล้วนเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเกรดระบบเท่านั้น แต่เป็นการปฏิวัติวิธีที่นักลงทุนและผู้จัดการกองทุนมีปฏิสัมพันธ์กับสินทรัพย์การลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่ระบบการเงินที่เท่าเทียมและเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับทุกคน