
บทนำ: ความรับผิดทางธุรกิจในยุคดิจิทัล และเหตุผลที่ผู้รับเหมาทั่วไปต้องมีประกันภัย
ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ความเสี่ยงทางธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่หน้างานอีกต่อไป ผู้รับเหมาทั่วไป (General Contractor) ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนทั้งจากกระบวนการทำงานแบบดั้งเดิมและจากดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากบิ๊กดาต้า อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ในไซต์งาน การใช้โดรนสำรวจพื้นที่ หรือแม้แต่ความรับผิดจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมผ่านซอฟต์แวร์จัดการโครงการ ค่าใช้จ่ายของ “ประกันภัยความรับผิดทั่วไป” (General Liability Insurance) จึงไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายคงที่อีกต่อไป แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่ประเมินจากความเสี่ยงแบบไดนามิก ซึ่งเทคโนโลยีมีบทบาททั้งในการเพิ่มและลดความเสี่ยงนี้ บทความเทคโนโลยีนี้จะเจาะลึกถึงปัจจัยกำหนดค่าใช้จ่ายประกันภัยความรับผิดทั่วไปสำหรับผู้รับเหมาทั่วไป มุมมองจากเลนส์ทางเทคโนโลยี รวมถึงกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการและลดค่าใช้จ่ายประกันภัยดังกล่าวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทำความเข้าใจประกันภัยความรับผิดทั่วไป (GL) สำหรับผู้รับเหมาทั่วไปในมุมมองทางเทคนิค
ประกันภัยความรับผิดทั่วไป (GL) เป็นเกราะป้องกันหลักที่ครอบคลุมความเสียหายต่อบุคคลที่สาม (Third Party) อันเกิดจากการดำเนินงานทางธุรกิจ โดยสำหรับผู้รับเหมาทั่วไปแล้ว ความครอบคลุมหลักมักแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ซึ่งในยุคปัจจุบันแต่ละส่วนได้ถูกท้าทายและขยายนิยามด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ
การครอบคลุมด้านร่างกายและทรัพย์สิน (Bodily Injury & Property Damage)
ส่วนนี้ครอบคลุมกรณีที่มีบุคคลได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินของลูกค้า/บุคคลที่สามเสียหายจากงานก่อสร้าง เทคโนโลยีสมัยใหม่เช่น Building Information Modeling (BIM) และการสำรวจด้วยเลเซอร์สแกนสามารถลดความเสี่ยงด้านนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญผ่านการวางแผนที่แม่นยำ อย่างไรก็ตาม การใช้อุปกรณ์ไฮเทคเช่น โดรน หรือหุ่นยนต์ก่อสร้าง ก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงใหม่ๆ ที่บริษัทประกันภัยต้องมาประเมินเพิ่มเติม
การครอบคลุมด้านความเสียหายส่วนบุคคลและโฆษณา (Personal & Advertising Injury)
ในยุคดิจิทัล ส่วนนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากครอบคลุมถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ การใส่ร้ายป้ายสีผ่านช่องทางออนไลน์ หรือการบุกรุกความเป็นส่วนตัว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการโพสต์รูปภาพโครงการบนโซเชียลมีเดีย การใช้ซอฟต์แวร์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง หรือแม้แต่การเผยแพร่รายงานที่มีข้อมูลผิดพลาดบนเว็บไซต์บริษัท
ความเสียหายจากงานที่ทำ (Products-Completed Operations Hazard)
ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากส่งมอบโครงการแล้ว เช่น หลังคารั่ว หรือระบบไฟฟ้าขัดข้อง การใช้เทคโนโลยีเช่น IoT Sensor ในการติดตามประสิทธิภาพของอาคารหลังการส่งมอบ หรือการใช้บล็อกเชนเพื่อบันทึกประวัติการใช้วัสดุและขั้นตอนการทำงาน สามารถเปลี่ยนโฉมการจัดการความเสี่ยงส่วนนี้ได้อย่างสิ้นเชิง และส่งผลต่อการประเมินเบี้ยประกันโดยตรง
ปัจจัยกำหนดค่าใช้จ่ายประกันภัย: การวิเคราะห์ข้อมูลและอัลกอริทึมการประเมินความเสี่ยง
บริษัทประกันภัยในยุคปัจจุบันไม่เพียงพึ่งพาข้อมูลพื้นฐานทางสถิติอีกต่อไป แต่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิง (ML) ในการประเมินความเสี่ยงและกำหนดเบี้ยประกันสำหรับผู้รับเหมาทั่วไป โดยปัจจัยหลักๆ สามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่อไปนี้
- ข้อมูลบริษัทและประวัติการทำงาน (Firmographic & Historical Data): รายได้ต่อปี ขนาดของโครงการโดยเฉลี่ย จำนวนพนักงาน ประวัติการเรียกร้องค่าชดเชย (Claims History) ในอดีต ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มักถูกนำมาประมวลผลด้วยโมเดลเชิงคาดการณ์
- ประเภทและขอบเขตของงาน (Project Type & Scope): โครงการก่อสร้างที่พักอาศัยมีความเสี่ยงแตกต่างจากโครงการเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม โครงการรีโนเวทมีความเสี่ยงสูงกว่าโครงการสร้างใหม่เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน
- ภูมิศาสตร์ (Geographic Location): อัตราเบี้ยประกันในพื้นที่เมืองหลวงหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ มักสูงกว่าพื้นที่ชนบท เนื่องจากค่าครองชีพและความถี่ของเหตุการณ์เรียกร้องที่แตกต่างกัน
- มาตรฐานความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่ใช้ (Safety Protocols & Tech Adoption): นี่คือปัจจัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทชัดเจนที่สุด ผู้รับเหมาที่ใช้ระบบจัดการความปลอดภัยดิจิทัล ฝึกอบรมด้วย VR มีการตรวจสอบไซต์งานด้วย AI Video Analytics มักได้อัตราเบี้ยประกันที่ต่ำกว่า
ตัวอย่างการคำนวณเบื้องต้นแบบง่ายๆ ที่บริษัทประกันอาจใช้เป็นฐาน (ก่อนปรับด้วยปัจจัยอื่น) อาจมีลักษณะดังนี้
// Pseudocode สำหรับการคำนวณเบี้ยประกันฐาน (Base Premium)
function calculateBasePremium(companyData, projectType) {
let baseRate;
// กำหนดอัตราฐานตามประเภทโครงการ
switch(projectType) {
case " Residential":
baseRate = 0.8; // คูณกับรายได้
break;
case "Commercial":
baseRate = 1.2;
break;
case "Industrial":
baseRate = 1.5;
break;
default:
baseRate = 1.0;
}
// ปรับตามรายได้ (ตัวอย่าง: รายได้ 50 ล้านบาท)
let revenueFactor = companyData.annualRevenue / 10000000; // แบ่งเป็นหน่วย 10 ล้าน
let experienceModifier = (companyData.yearsInBusiness > 10) ? 0.9 : 1.0;
let basePremium = (revenueFactor * baseRate * 10000) * experienceModifier; // 10,000 เป็นค่าคงที่ฐาน
return basePremium;
}
// เรียกใช้งาน
let myCompany = { annualRevenue: 50000000, yearsInBusiness: 12 };
let estimatedBasePremium = calculateBasePremium(myCompany, "Commercial");
console.log("เบี้ยประกันฐานประมาณการ: " + estimatedBasePremium + " บาท");
// ผลลัพธ์: (5 * 1.2 * 10000) * 0.9 = 54,000 บาท (โดยประมาณ)
บทบาทของเทคโนโลยีในการลดค่าใช้จ่ายประกันภัย: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ
ผู้รับเหมาทั่วไปสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเล่มมีดคมในการต่อรองและลดอัตราเบี้ยประกันภัยความรับผิดทั่วไปได้อย่างเป็นรูปธรรม กลยุทธ์เหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานโดยรวม
1. การจัดการโครงการและความปลอดภัยด้วยดิจิทัล (Digital Project & Safety Management)
- ซอฟต์แวร์จัดการโครงการ (เช่น Procore, Autodesk Build): บันทึกข้อมูลการทำงาน ความปลอดภัย การสื่อสาร และการส่งมอบงานอย่างเป็นระบบ สร้าง “Digital Paper Trail” ที่ช่วยป้องกันข้อพิพาทและเป็นหลักฐานยืนยันมาตรฐานการทำงานให้แก่บริษัทประกัน
- แพลตฟอร์มตรวจสอบความปลอดภัยบนมือถือ: ช่วยให้การรายงานและแก้ไขจุดเสี่ยง (Near Misses) เป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงซึ่งนำไปสู่การเรียกร้องค่าชดเชย
2. เทคโนโลยีเฝ้าระวังและวิเคราะห์เชิงป้องกัน (Predictive Surveillance & Analytics)
- กล้องวงจรปิดและวิเคราะห์วีดีโอด้วย AI: สามารถตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงได้แบบเรียลไทม์ เช่น พนักงานไม่สวมหมวกนิรภัย การเข้าไปในเขตอันตราย หรือการจัดเก็บวัสดุที่ไม่ปลอดภัย
- เซ็นเซอร์ IoT ในไซต์งาน: ตรวจสอบระดับเสียง ความสั่นสะเทือน ระดับฝุ่น หรือก๊าซอันตราย สามารถส่ง警报เตือนล่วงหน้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
// ตัวอย่างโครงสร้างข้อมูลจาก IoT Sensor สำหรับส่งไปยังบริษัทประกันเพื่อแสดงหลักฐานการจัดการความเสี่ยง
const safetySensorData = {
projectId: "PROJ-2024-001",
timestamp: "2024-11-05T14:30:00Z",
sensorType: "air_quality",
location: { zone: "A", floor: 3 },
readings: {
pm2_5: 35, // μg/m³
pm10: 50, // μg/m³
hazardous_gas: false
},
status: "within_limit",
alertSent: false,
actionTaken: "routine_monitoring"
};
// ฟังก์ชันตรวจสอบและแจ้งเตือน
function checkSafetyThreshold(sensorData) {
const thresholds = { pm2_5: 55, pm10: 150 };
if (sensorData.readings.pm2_5 > thresholds.pm2_5 || sensorData.readings.pm10 > thresholds.pm10) {
sensorData.status = "exceed_limit";
sensorData.alertSent = true;
// ส่งการแจ้งเตือนไปยังหัวหน้างานและบันทึกเหตุการณ์
logSafetyEvent(sensorData);
}
return sensorData;
}
3. การฝึกอบรมด้วยความเป็นจริงเสมือน (VR Training)
การฝึกซ้อมสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น อัคคีภัย หรือการตกจากที่สูง ในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฝึก tanpa ความเสี่ยงใดๆ ลดอุบัติเหตุในโลกจริง ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทประกันให้ความสำคัญมาก
การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและความคุ้มครอง: ตารางวิเคราะห์เชิงลึก
ค่าใช้จ่ายประกันภัยไม่ใช่แค่ตัวเลขเบี้ยประกันต่อปี แต่ต้องพิจารณาร่วมกับขอบเขตความคุ้มครอง (Coverage Limits) จำนวนเงินที่ต้องจ่ายก่อนหายเอง (Deductible) และข้อยกเว้น (Exclusions) ตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างของค่าใช้จ่ายและคุณลักษณะที่ได้รับจากผู้ให้บริการประกันภัยประเภทต่างๆ เมื่อพิจารณาผ่านการใช้งานเทคโนโลยี
| ประเภทผู้ให้บริการ / โมเดล | ลักษณะเด่น | แนวทางการประเมินเบี้ยประกัน | ผลต่อค่าใช้จ่ายเมื่อใช้เทคโนโลยี | เหมาะสำหรับผู้รับเหมา |
|---|---|---|---|---|
| บริษัทประกันแบบดั้งเดิม | ใช้ข้อมูลสถิติอุตสาหกรรมเป็นหลัก ขั้นตอนการพิจารณาค่อนข้างยาวนาน | พิจารณาจากประวัติการเรียกร้องและข้อมูลพื้นฐานของบริษัท | ต่ำ – มักไม่มีส่วนลดชัดเจนสำหรับการใช้งานเทคโนโลยี ยกเว้นมีประวัติความปลอดภัยที่ดีมาก | บริษัทขนาดเล็ก-กลาง ที่มีประวัติเรียกร้องน้อยและไม่ต้องการความยืดหยุ่นสูง |
| บริษัทประกันที่ใช้เทคโนโลยี (InsurTech) | นำเสนอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง (Telematics, IoT) ในการประเมิน | ใช้โมเดล AI/ML วิเคราะห์ความเสี่ยงแบบเรียลไทม์และเฉพาะเจาะจง | สูงมาก – มีส่วนลดชัดเจนสำหรับการแบ่งปันข้อมูลความปลอดภัยจากเทคโนโลยี และการใช้ซอฟต์แวร์จัดการโครงการที่ได้รับการรับรอง | ผู้รับเหมาที่พร้อมใช้เทคโนโลยีและต้องการเบี้ยประกันที่แข่งขันได้ พร้อมฟีเจอร์ดิจิทัล |
| โปรแกรมประกันกลุ่มสำหรับสมาคมผู้รับเหมา | เจรจาราคารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ความคุ้มครองอาจออกแบบมาเฉพาะทาง | พิจารณาจากประสิทธิภาพโดยรวมของกลุ่มสมาชิก | ปานกลางถึงสูง – หากสมาคมสามารถแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้สมาชิกใช้เทคโนโลยีช่วยลดอุบัติเหตุของกลุ่มได้ | สมาชิกสมาคมผู้รับเหมาที่ต้องการความคุ้มครองมาตรฐานและอำนาจต่อรอง |
| การประกันภัยแบบปรับตามการใช้งาน (Usage-Based Insurance) | เบี้ยประกันคำนวณตามพฤติกรรมและข้อมูลการดำเนินงานจริงในแต่ละช่วงเวลา | วิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตาม (เช่น ข้อมูลจากไซต์งานที่อนุญาต) พฤติกรรมการใช้ซอฟต์แวร์จัดการความเสี่ยง | สูงสุด – ผู้ที่จัดการความเสี่ยงได้ดีและยินยอมแบ่งปันข้อมูลจะได้เบี้ยประกันที่ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ | ผู้รับเหมาที่มีความมั่นใจในมาตรฐานการทำงานและต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายประกันภัยโดยตรง |
กรณีศึกษาและสถานการณ์จำลอง: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการความเสี่ยงและประกันภัย
กรณีศึกษา 1: ผู้รับเหมาก่อสร้างพาณิชย์ขนาดกลางนำระบบ Digital Twin มาใช้
สถานการณ์: บริษัท ก. รับเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงาน 5 ชั้น มีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ก่อนหน้านี้มีประวัติการเรียกร้องค่าชดเชย 2 ครั้งใน 5 ปี จากอุบัติเหตุตกจากที่สูงและความเสียหายต่อทรัพย์สินข้างเคียง
การดำเนินการ: บริษัทตัดสินใจลงทุนในระบบ Digital Twin โดยใช้ BIM ร่วมกับข้อมูลเซ็นเซอร์ IoT ในไซต์งานเพื่อสร้างแบบจำลองเสมือนที่อัปเดตตามงานจริง พร้อมใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบความปลอดภัยบนแท็บเล็ตสำหรับหัวหน้างาน
ผลลัพธ์ด้านค่าใช้จ่ายประกันภัย: หลังจากดำเนินการครบ 1 ปีและนำเสนอข้อมูลต่อไปนี้ให้บริษัทประกัน InsurTech แห่งหนึ่ง:
- รายงานแสดงการลดลงของเหตุการณ์ Near Miss ถึง 60%
- ข้อมูล Digital Twin ที่แสดงขั้นตอนการป้องกันความเสียหายต่อสาธารณูปโภคข้างเคียง
- บันทึกการฝึกอบรม VR สำหรับงานบนที่สูงทั้งหมด
บริษัทประกันตกลงลดอัตราเบี้ยประกันลง **15%** จากการต่ออายุครั้งต่อไป เนื่องจากคะแนนความเสี่ยง (Risk Score) ของบริษัท ก. ลดลงอย่างมากในโมเดลของบริษัทประกัน
กรณีศึกษา 2: การใช้ข้อมูลเพื่อโต้แย้งการเรียกร้องค่าชดเชยที่ไม่มีมูล
สถานการณ์: ลูกค้าร้องเรียนว่าการสั่นสะเทือนจากการตอกเสาเข็มห่าง 30 เมตร ทำให้ผนังบ้านร้าวและของมีค่าหล่นแตกเสียหาย เรียกร้องค่าชดเชยจำนวนมาก
การดำเนินการ: บริษัทผู้รับเหมามีข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามการสั่นสะเทือน (Seismograph) ในไซต์งานที่บันทึกข้อมูลไว้ตลอดโครงการ รวมถึงภาพถ่ายและบันทึกสภาพบ้านลูกค้าก่อนเริ่มงานจากแอปจัดการโครงการ
// ตัวอย่างข้อมูลจากเซ็นเซอร์การสั่นสะเทือนที่สามารถใช้เป็นหลักฐาน
const vibrationLog = {
projectId: "PILING-2024-015",
date: "2024-06-20",
equipment: "Pile Driver #3",
distanceFromComplaintProperty: 30.5, // เมตร
readings: [
{ time: "09:15", ppv: 2.1 }, // Peak Particle Velocity ใน mm/s
{ time: "09:30", ppv: 2.3 },
{ time: "09:45", ppv: 1.9 },
// ... อ่านค่าต่อไป
],
regulatoryLimit: 10, // mm/s ตามกฎหมายท้องถิ่น
maxRecorded: 2.3,
withinLimit: true
};
// ฟังก์ชันตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
function isCompliant(vibrationLog) {
return vibrationLog.maxRecorded <= vibrationLog.regulatoryLimit;
}
// ผลลัพธ์: true – การทำงานอยู่ในขีดจำกัดที่กฎหมายกำหนด
ผลลัพธ์: ข้อมูลทางเทคนิคที่ชัดเจนแสดงให้เห็นว่าค่าการสั่นสะเทือนต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดอย่างมาก และภาพถ่ายก่อนเริ่มงานแสดงรอยร้าวเดิมอยู่แล้ว บริษัทประกันสามารถใช้ข้อมูลนี้ปฏิเสธการเรียกร้องที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลได้สำเร็จ ป้องกันไม่ให้ประวัติการเรียกร้อง (Claims History) ของผู้รับเหมาเสียหาย ซึ่งจะส่งผลให้เบี้ยประกันไม่เพิ่มขึ้นในปีต่อๆ ไป
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สำหรับผู้รับเหมาทั่วไป
- บันทึกข้อมูลดิจิทัลอย่างเป็นระบบ: ทำให้ทุกกระบวนการตั้งแต่การประมาณราคา การสื่อสารกับลูกค้า ไปจนถึงการตรวจสอบความปลอดภัย อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่ค้นหาและนำเสนอได้ง่าย
- ลงทุนในเทคโนโลยีที่วัดผลได้: เลือกใช้เทคโนโลยีที่สามารถเก็บข้อมูลและแสดงผลกระทบเชิงบวกต่อความปลอดภัยและคุณภาพงานได้ชัดเจน เช่น แพลตฟอร์มที่สร้างรายงานอัตโนมัติ
- สื่อสารกับบริษัทประกันภัยด้วยภาษาข้อมูล: เมื่อต่ออายุประกันภัย หรือหาผู้ให้บริการใหม่ นำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากเทคโนโลยีของคุณ (เช่น อัตราการเกิดอุบัติเหตุที่ลดลง, จำนวนการฝึกอบรมเสร็จสิ้น) แทนที่จะพูดเพียงแค่ "เราทำงานปลอดภัย"
- ทำความเข้าใจข้อยกเว้นด้านไซเบอร์: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าประกัน GL ของคุณครอบคลุมความรับผิดจากกิจกรรมออนไลน์และการใช้ซอฟต์แวร์ หรือพิจารณาประกันภัยไซเบอร์แยกเพิ่มเติม
- ทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: ใช้ข้อมูลจากระบบเทคโนโลยีของคุณเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนและปรับปรุงกระบวนการอย่างสม่ำเสมอ นำผลการปรับปรุงไปแสดงต่อบริษัทประกันเพื่อขอพิจารณาลดเบี้ยประกัน
Summary
ค่าใช้จ่ายประกันภัยความรับผิดทั่วไปสำหรับผู้รับเหมาทั่วไปในยุคเทคโนโลยีไม่ได้ถูกกำหนดด้วยโชคชะตาอีกต่อไป แต่เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้จากกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงแบบดิจิทัล ปัจจัยกำหนดเบี้ยประกันกำลังเปลี่ยนจากสถิติอุตสาหกรรมกว้างๆ ไปสู่การประเมินความเสี่ยงเฉพาะเจาะจงของแต่ละบริษัทโดยใช้ข้อมูลเชิงลึกจาก IoT, AI และซอฟต์แวร์จัดการโครงการ การลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงาน แต่ยังแปลงเป็นข้อได้เปรียบทางการเงินโดยตรงผ่านอัตราเบี้ยประกันที่ลดลงและความสามารถในการป้องกันการเรียกร้องค่าชดเชยที่ไม่มีมูล ผู้รับเหมาที่เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีและการประเมินความเสี่ยงของบริษัทประกัน และสามารถแสดงหลักฐานการจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบด้วยข้อมูล จะกลายเป็นลูกค้าชั้นดีในสายตาของผู้ให้บริการประกันภัยโดยเฉพาะกลุ่ม InsurTech ส่งผลให้ได้ความคุ้มครองที่ดีในราคาที่สมเหตุสมผล และที่สำคัญที่สุดคือสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับธุรกิจที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่