🏠 Siam2Rich 📈 iCafeForex 💻 SiamCafe Blog 🖥️ SiamLancard
Home » Options Trading คืออะไร? พื้นฐาน Call Put สำหรับนักลงทุนไทยที่อยากเริ่มต้น 2026

Options Trading คืออะไร? พื้นฐาน Call Put สำหรับนักลงทุนไทยที่อยากเริ่มต้น 2026

by bom

บทนำ: ทำไม Options Trading ถึงเป็นทักษะที่นักลงทุนยุคใหม่ต้องรู้

ในโลกของการลงทุน การซื้อขายหุ้นแบบดั้งเดิมคือการซื้อเมื่อราคาถูกแล้วขายเมื่อราคาแพง แต่ตลาดไม่ได้ขึ้นตลอดเวลา บางช่วงตลาดลง บางช่วงตลาดไซด์เวย์ คำถามคือ มีวิธีทำกำไรในทุกสภาวะตลาดหรือไม่? คำตอบคือ Options Trading หรือการซื้อขายตราสารสิทธิ ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ให้ความยืดหยุ่นและหลากหลายในการวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างที่หุ้นทั่วไปทำไม่ได้

Options เป็นตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ที่มีการซื้อขายกันมานานกว่าศตวรรษในตลาดทุนโลก โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาที่ Chicago Board Options Exchange (CBOE) เป็นตลาดออปชั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับประเทศไทย แม้ตลาดออปชั่นจะไม่ได้ใหญ่เท่าต่างประเทศ แต่เรามี Derivative Warrant (DW) และ TFEX Single Stock Options ที่ใช้หลักการคล้ายกัน รวมถึงนักลงทุนไทยจำนวนมากที่เปิดบัญชีเทรดออปชั่นในตลาดต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

บทความนี้จะอธิบาย การลงทุนด้วย Options อย่างครบถ้วน ตั้งแต่พื้นฐานที่สุดว่า Options คืออะไร ไปจนถึงกลยุทธ์เบื้องต้น ตัวแปร Greeks ที่ใช้วิเคราะห์ และช่องทางการเทรดสำหรับคนไทย เพื่อให้คุณมีความรู้เพียงพอในการตัดสินใจว่า Options เหมาะกับคุณหรือไม่

Options คืออะไร? ทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐาน

Option หรือออปชั่น คือสัญญาที่ให้สิทธิ์ (แต่ไม่ใช่ภาระผูกพัน) แก่ผู้ซื้อ ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Strike Price) ภายในระยะเวลาที่กำหนด (Expiration Date) โดยผู้ซื้อออปชั่นต้องจ่ายค่าพรีเมียม (Premium) ให้กับผู้ขายออปชั่นเพื่อแลกกับสิทธิ์นี้

เปรียบเทียบง่ายๆ ออปชั่นก็เหมือนกับการวางมัดจำจองบ้าน คุณจ่ายเงินมัดจำ (Premium) เพื่อล็อกราคาบ้าน (Strike Price) ไว้ภายในระยะเวลาที่กำหนด (Expiration Date) ถ้าราคาบ้านขึ้น คุณก็ใช้สิทธิ์ซื้อในราคาที่จองไว้ ถ้าราคาบ้านลง คุณก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ เพียงแค่เสียเงินมัดจำที่จ่ายไปเท่านั้น

องค์ประกอบสำคัญของ Options

ทุก Option contract ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ซึ่งอาจเป็นหุ้น ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ หรือค่าเงิน ประเภทของออปชั่น (Call หรือ Put) ราคาใช้สิทธิ์ (Strike Price) วันหมดอายุ (Expiration Date) และราคาพรีเมียม (Premium) ที่ผู้ซื้อต้องจ่าย

ความแตกต่างระหว่าง American Style กับ European Style

Options มี 2 แบบหลัก คือ American Style ที่ผู้ถือสิทธิ์สามารถใช้สิทธิ์ได้ทุกเมื่อก่อนวันหมดอายุ และ European Style ที่ผู้ถือสิทธิ์ใช้สิทธิ์ได้เฉพาะวันหมดอายุเท่านั้น ออปชั่นหุ้นในตลาดสหรัฐส่วนใหญ่เป็น American Style ในขณะที่ออปชั่นดัชนีมักเป็น European Style ส่วนใน TFEX ของไทยใช้ European Style เป็นหลัก

Call Option vs Put Option: สองประเภทหลักที่ต้องแยกให้ออก

Call Option (สิทธิ์ในการซื้อ)

Call Option ให้สิทธิ์แก่ผู้ซื้อในการ “ซื้อ” สินทรัพย์อ้างอิงในราคา Strike Price ภายในวันหมดอายุ ผู้ซื้อ Call จะทำกำไรเมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงขึ้นไปสูงกว่า Strike Price บวก Premium ที่จ่ายไป ตัวอย่างเช่น สมมติหุ้น ABC ราคาปัจจุบัน 100 บาท คุณซื้อ Call Option Strike 105 บาท จ่าย Premium 3 บาท หมดอายุใน 1 เดือน ถ้าราคาหุ้นขึ้นไป 115 บาท คุณใช้สิทธิ์ซื้อที่ 105 บาท กำไร 115 ลบ 105 ลบ 3 เท่ากับ 7 บาทต่อหุ้น ถ้าราคาหุ้นลงเหลือ 95 บาท คุณไม่ใช้สิทธิ์ ขาดทุนแค่ Premium 3 บาทที่จ่ายไป

Put Option (สิทธิ์ในการขาย)

Put Option ให้สิทธิ์แก่ผู้ซื้อในการ “ขาย” สินทรัพย์อ้างอิงในราคา Strike Price ผู้ซื้อ Put จะทำกำไรเมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงลดลงต่ำกว่า Strike Price ลบ Premium ตัวอย่างเช่น สมมติหุ้น XYZ ราคาปัจจุบัน 200 บาท คุณซื้อ Put Option Strike 195 บาท จ่าย Premium 5 บาท หมดอายุใน 1 เดือน ถ้าราคาหุ้นลงเหลือ 180 บาท คุณใช้สิทธิ์ขายที่ 195 บาท กำไร 195 ลบ 180 ลบ 5 เท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น ถ้าราคาหุ้นขึ้นไป 210 บาท คุณไม่ใช้สิทธิ์ ขาดทุนแค่ Premium 5 บาท

สรุปง่ายๆ

ซื้อ Call เมื่อเชื่อว่าราคาจะขึ้น ซื้อ Put เมื่อเชื่อว่าราคาจะลง ผู้ซื้อออปชั่นมีกำไรไม่จำกัด (Call) หรือจำกัดถึงราคาศูนย์ (Put) แต่ขาดทุนจำกัดเท่ากับ Premium ที่จ่ายไป

Option Buyer vs Option Seller: บทบาทที่แตกต่าง

Option Buyer (ผู้ซื้อออปชั่น / Long)

ผู้ซื้อออปชั่นจ่าย Premium เพื่อได้สิทธิ์ แต่ไม่มีภาระผูกพัน มีขาดทุนจำกัด (Limited Loss) เท่ากับ Premium ที่จ่ายไป แต่มีกำไรที่อาจไม่จำกัด (Unlimited Profit) ในกรณี Call ผู้ซื้อออปชั่นได้ประโยชน์จาก Leverage เพราะใช้เงินน้อยกว่าการซื้อหุ้นโดยตรง เช่น แทนที่จะซื้อหุ้น 100 หุ้นในราคา 200 บาท (ใช้เงิน 20,000 บาท) ก็ซื้อ Call Option 1 สัญญา (ครอบคลุม 100 หุ้น) จ่ายเพียง Premium เช่น 500 บาท

Option Seller (ผู้ขายออปชั่น / Short / Writer)

ผู้ขายออปชั่นรับ Premium เป็นรายได้ แต่มีภาระผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามเมื่อผู้ซื้อใช้สิทธิ์ มีกำไรจำกัด (Limited Profit) เท่ากับ Premium ที่ได้รับ แต่มีขาดทุนที่อาจไม่จำกัด (Unlimited Loss) ในกรณีขาย Naked Call ผู้ขายออปชั่นต้องวางหลักประกัน (Margin) กับโบรกเกอร์ การขายออปชั่นมีความเสี่ยงสูงกว่าการซื้อ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์และเข้าใจความเสี่ยงอย่างถ่องแท้

ใครชนะบ่อยกว่า?

สถิติจากตลาดสหรัฐแสดงว่าประมาณ 60-80% ของ Options หมดอายุโดยไม่ถูกใช้สิทธิ์ (Expire Worthless) ซึ่งหมายความว่าผู้ขายมีโอกาสชนะบ่อยกว่าผู้ซื้อ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขายแพ้ ขาดทุนอาจมากกว่ากำไรหลายเท่า จึงไม่สามารถสรุปง่ายๆ ว่าการขายออปชั่นดีกว่าเสมอไป

Strike Price, Expiration Date, และ Premium: ตัวแปรสำคัญ

Strike Price (ราคาใช้สิทธิ์)

Strike Price คือราคาที่ผู้ถือ Option มีสิทธิ์ซื้อ (กรณี Call) หรือขาย (กรณี Put) สินทรัพย์อ้างอิง ทุก Option มีหลาย Strike Price ให้เลือก เช่น หุ้นราคา 100 บาท อาจมี Strike Price ตั้งแต่ 80, 85, 90, 95, 100, 105, 110, 115, 120 บาท ยิ่ง Strike Price ใกล้ราคาปัจจุบัน Premium ยิ่งแพง ยิ่ง Strike Price ห่างจากราคาปัจจุบัน Premium ยิ่งถูก แต่โอกาสทำกำไรก็น้อยลง

Expiration Date (วันหมดอายุ)

ทุก Option มีวันหมดอายุ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ผู้ถือสิทธิ์สามารถใช้สิทธิ์ได้ Options มีระยะเวลาหลากหลาย ตั้งแต่ Weekly Options (หมดอายุทุกสัปดาห์) Monthly Options (หมดอายุทุกเดือน) ไปจนถึง LEAPS (Long-term Equity Anticipation Securities) ที่มีอายุ 1-3 ปี ยิ่ง Options มีอายุยาว Premium ยิ่งแพง เพราะมีเวลามากกว่าให้ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหว

Premium (ค่าพรีเมียม)

Premium คือราคาของ Option contract ที่ผู้ซื้อต้องจ่ายให้ผู้ขาย Premium ถูกกำหนดโดยกลไกตลาด (Supply and Demand) แต่มีปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคา ได้แก่ ราคาสินทรัพย์อ้างอิงเทียบกับ Strike Price ระยะเวลาจนหมดอายุ ความผันผวน (Volatility) ของสินทรัพย์อ้างอิง อัตราดอกเบี้ย และเงินปันผล (สำหรับ Stock Options)

Intrinsic Value vs Extrinsic Value: มูลค่าของ Options แยกเป็น 2 ส่วน

Intrinsic Value (มูลค่าที่แท้จริง)

Intrinsic Value คือมูลค่าที่ Option จะมีถ้าถูกใช้สิทธิ์ทันที สำหรับ Call Option คำนวณจาก ราคาสินทรัพย์ปัจจุบัน ลบ Strike Price (ถ้าเป็นค่าบวก) สำหรับ Put Option คำนวณจาก Strike Price ลบ ราคาสินทรัพย์ปัจจุบัน (ถ้าเป็นค่าบวก) ถ้าค่าที่ได้ติดลบ Intrinsic Value จะเป็น 0 ไม่มีค่าติดลบ ตัวอย่างเช่น หุ้นราคา 110 บาท Call Strike 100 มี Intrinsic Value เท่ากับ 10 บาท Put Strike 100 มี Intrinsic Value เท่ากับ 0 บาท

Extrinsic Value (มูลค่าตามเวลา / Time Value)

Extrinsic Value หรือ Time Value คือส่วนของ Premium ที่เกิน Intrinsic Value ซึ่งเป็นค่าที่ผู้ซื้อจ่ายเพื่อซื้อ “โอกาส” ที่ราคาจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ต้องการก่อนวันหมดอายุ คำนวณจาก Premium ลบ Intrinsic Value ตัวอย่างเช่น หุ้นราคา 110 บาท Call Strike 100 Premium 15 บาท จะมี Intrinsic Value 10 บาท และ Extrinsic Value 5 บาท Time Value จะลดลงเรื่อยๆ เมื่อใกล้วันหมดอายุ เรียกว่า Time Decay ซึ่งเป็นประโยชน์กับผู้ขายออปชั่นและเป็นภัยกับผู้ซื้อออปชั่น

In the Money, At the Money, Out of the Money: สถานะของ Options

In the Money (ITM)

Options ที่มี Intrinsic Value มากกว่า 0 เรียกว่า In the Money สำหรับ Call Option จะเป็น ITM เมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงสูงกว่า Strike Price เช่น หุ้นราคา 110 บาท Call Strike 100 เป็น ITM สำหรับ Put Option จะเป็น ITM เมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงต่ำกว่า Strike Price เช่น หุ้นราคา 90 บาท Put Strike 100 เป็น ITM Options ที่เป็น ITM มี Premium แพงกว่าเพราะมี Intrinsic Value แล้ว แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า OTM

At the Money (ATM)

Options ที่มี Strike Price เท่ากับหรือใกล้เคียงกับราคาสินทรัพย์อ้างอิงปัจจุบัน เรียกว่า At the Money เช่น หุ้นราคา 100 บาท Call หรือ Put Strike 100 เป็น ATM Options ที่เป็น ATM มี Time Value สูงสุด และเป็นที่ซื้อขายกันมากที่สุดในตลาด เหมาะกับนักเทรดที่ต้องการ Balance ระหว่าง Premium กับโอกาสทำกำไร

Out of the Money (OTM)

Options ที่ไม่มี Intrinsic Value เรียกว่า Out of the Money สำหรับ Call จะเป็น OTM เมื่อราคาสินทรัพย์ต่ำกว่า Strike Price เช่น หุ้นราคา 95 บาท Call Strike 100 เป็น OTM สำหรับ Put จะเป็น OTM เมื่อราคาสินทรัพย์สูงกว่า Strike Price OTM Options มี Premium ถูกมากเพราะมีแต่ Time Value แต่มีโอกาสทำกำไรน้อย หลายคนมักชอบซื้อ OTM Options เพราะถูก แต่ส่วนใหญ่จะหมดอายุโดยไม่มีค่า

กลยุทธ์เบื้องต้นของ Options Trading

1. Long Call (ซื้อ Call)

เป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่สุดสำหรับผู้ที่เชื่อว่าราคาจะขึ้น ซื้อ Call Option แล้วรอให้ราคาสินทรัพย์ขึ้นเกิน Strike Price บวก Premium กำไรสูงสุด ไม่จำกัด ขาดทุนสูงสุด เท่ากับ Premium ที่จ่ายไป จุดคุ้มทุน (Breakeven) เท่ากับ Strike Price บวก Premium เหมาะกับมุมมองขาขึ้นอย่างแรง (Strong Bullish) เช่น คาดว่าหุ้นจะขึ้นจากข่าวดีหรือผลประกอบการที่ดี

2. Long Put (ซื้อ Put)

กลยุทธ์สำหรับผู้ที่เชื่อว่าราคาจะลง ซื้อ Put Option แล้วรอให้ราคาสินทรัพย์ลงต่ำกว่า Strike Price ลบ Premium กำไรสูงสุด เท่ากับ Strike Price ลบ Premium (ในกรณีที่ราคาลงเป็นศูนย์) ขาดทุนสูงสุด เท่ากับ Premium ที่จ่ายไป จุดคุ้มทุน เท่ากับ Strike Price ลบ Premium เหมาะกับมุมมองขาลงอย่างแรง (Strong Bearish) และเป็นทางเลือกแทนการ Short Sell หุ้นโดยตรง เพราะมีขาดทุนจำกัด

3. Covered Call (ขาย Call บนหุ้นที่ถืออยู่)

Covered Call เป็นกลยุทธ์ที่นิยมมากสำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่แล้วและต้องการสร้างรายได้เพิ่มเติม วิธีการคือถือหุ้น 100 หุ้น แล้วขาย Call Option 1 สัญญาบนหุ้นนั้น รับ Premium เป็นรายได้ กำไรสูงสุด เท่ากับ (Strike Price ลบ ราคาหุ้นที่ซื้อ) บวก Premium ขาดทุนสูงสุด เท่ากับราคาหุ้นที่ซื้อ ลบ Premium (ในกรณีที่หุ้นลงเป็นศูนย์) เหมาะกับมุมมองที่เชื่อว่าราคาหุ้นจะขึ้นเล็กน้อยหรือไซด์เวย์ ข้อควรระวังคือถ้าราคาหุ้นขึ้นอย่างแรงเกิน Strike Price คุณจะพลาดกำไรส่วนที่เกิน

4. Protective Put (ซื้อ Put เพื่อป้องกันหุ้นที่ถือ)

Protective Put เป็นการซื้อประกันให้กับหุ้นที่ถืออยู่ วิธีการคือถือหุ้น 100 หุ้น แล้วซื้อ Put Option 1 สัญญาเพื่อจำกัดขาดทุนถ้าราคาหุ้นลง กำไรสูงสุด ไม่จำกัด (ราคาหุ้นขึ้นได้เรื่อยๆ) ขาดทุนสูงสุด เท่ากับ (ราคาหุ้นที่ซื้อ ลบ Strike Price) บวก Premium คล้ายกับการทำประกันรถยนต์ คุณจ่ายค่าประกัน (Premium) เพื่อจำกัดความเสียหายถ้าเกิดอุบัติเหตุ (ราคาหุ้นลง) เหมาะกับนักลงทุนที่ถือหุ้นระยะยาวแต่กังวลว่าราคาอาจลงในระยะสั้น

Greeks: ตัวแปรสำคัญในการวิเคราะห์ Options

Greeks เป็นค่าทางคณิตศาสตร์ที่ใช้วัดความอ่อนไหวของราคา Options ต่อปัจจัยต่างๆ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทุกนักเทรด Options ต้องเข้าใจ

Delta (เดลตา)

Delta วัดว่าราคา Option จะเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่เมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงเปลี่ยนแปลง 1 บาท สำหรับ Call Option ค่า Delta อยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 สำหรับ Put Option ค่า Delta อยู่ระหว่าง -1 ถึง 0 ตัวอย่างเช่น Call Option ที่มี Delta 0.60 หมายความว่าถ้าราคาหุ้นขึ้น 1 บาท ราคา Option จะขึ้นประมาณ 0.60 บาท ATM Options มี Delta ประมาณ 0.50 ITM Options มี Delta ใกล้ 1 และ OTM Options มี Delta ใกล้ 0 นอกจากนี้ Delta ยังใช้ประมาณความน่าจะเป็นที่ Option จะหมดอายุแบบ ITM เช่น Delta 0.30 หมายความว่ามีโอกาสประมาณ 30% ที่จะเป็น ITM

Gamma (แกมมา)

Gamma วัดอัตราการเปลี่ยนแปลงของ Delta เมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงเปลี่ยนแปลง 1 บาท กล่าวคือ Gamma เป็นอนุพันธ์อันดับสองของราคา Option เทียบกับราคาสินทรัพย์อ้างอิง ATM Options มี Gamma สูงสุด ซึ่งหมายความว่า Delta จะเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด ผู้ซื้อออปชั่น (Long) ได้ประโยชน์จาก Gamma เพราะ Delta จะเพิ่มขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนไหวในทิศทางที่ต้องการ ผู้ขายออปชั่น (Short) เสียเปรียบจาก Gamma เพราะ Delta จะเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ไม่ต้องการ Gamma สูงจะพบมากในช่วงใกล้วันหมดอายุ ทำให้ราคา Options เคลื่อนไหวรุนแรง

Theta (เทตา)

Theta วัดการลดลงของราคา Option ต่อวัน เนื่องจาก Time Decay เรียกง่ายๆ ว่า “ค่าเสื่อมตามเวลา” ตัวอย่างเช่น Option ที่มี Theta -0.05 หมายความว่าราคาจะลดลงประมาณ 0.05 บาทต่อวัน แม้ว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย Time Decay ไม่เท่ากันทุกวัน ในช่วงแรกจะลดลงช้า แต่ยิ่งใกล้วันหมดอายุ Time Decay จะเร่งตัวขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 30 วันสุดท้าย ผู้ซื้อออปชั่นเสียเปรียบจาก Theta เพราะค่าของ Option ลดลงทุกวัน ในขณะที่ผู้ขายออปชั่นได้ประโยชน์จาก Theta เพราะ Premium ที่ได้รับจะค่อยๆ ลดลงจนเป็นศูนย์

Vega (เวกา)

Vega วัดว่าราคา Option จะเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่เมื่อ Implied Volatility (IV) เปลี่ยนแปลง 1% ตัวอย่างเช่น Option ที่มี Vega 0.10 หมายความว่าถ้า IV เพิ่มขึ้น 1% ราคา Option จะเพิ่มขึ้น 0.10 บาท ผู้ซื้อออปชั่น (Long Vega) ได้ประโยชน์เมื่อ IV เพิ่มขึ้น ผู้ขายออปชั่น (Short Vega) ได้ประโยชน์เมื่อ IV ลดลง ATM Options มี Vega สูงสุด การเข้าใจ Vega สำคัญมากโดยเฉพาะก่อนเหตุการณ์สำคัญ เช่น การประกาศผลประกอบการหรือการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพราะ IV มักพุ่งสูงก่อนเหตุการณ์แล้วลดลงหลังเหตุการณ์ (เรียกว่า IV Crush)

Time Decay: ศัตรูตัวฉกาจของผู้ซื้อ Options

Time Decay เป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งใน Options Trading ที่หลายคนมือใหม่มักมองข้าม Option ไม่เหมือนหุ้นที่คุณสามารถถือได้ตลอดไป Option มีวันหมดอายุ และทุกวันที่ผ่านไป มูลค่าตามเวลา (Time Value) จะลดลงเรื่อยๆ จนเหลือศูนย์ในวันหมดอายุ

การลดลงของ Time Value ไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่เป็นแบบ Exponential คือลดลงช้าในช่วงแรก แต่เร่งตัวขึ้นอย่างมากในช่วงใกล้วันหมดอายุ กฎง่ายๆ คือ Option จะสูญเสียประมาณ 1 ใน 3 ของ Time Value ในช่วง 2 ใน 3 แรกของอายุ แล้วสูญเสีย 2 ใน 3 ที่เหลือในช่วง 1 ใน 3 สุดท้ายของอายุ

ผลกระทบของ Time Decay สำหรับผู้ซื้อออปชั่น คือทุกวันที่ราคาสินทรัพย์ไม่เคลื่อนไหวในทิศทางที่ต้องการ คุณจะขาดทุนจาก Time Decay ดังนั้นผู้ซื้อออปชั่นต้องไม่เพียงแค่ “ถูกทิศทาง” แต่ต้อง “ถูกทิศทางในเวลาที่ถูกต้อง” ด้วย นี่คือเหตุผลที่ Options Trading ยากกว่าการเทรดหุ้นทั่วไป เพราะคุณต้องถูกทั้งทิศทาง ขนาดของการเคลื่อนไหว และเวลา

Implied Volatility (IV): ตัวแปรที่ซ่อนอยู่ในราคา Options

IV คืออะไร

Implied Volatility คือค่าความผันผวนที่ตลาดคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสะท้อนอยู่ในราคา Options ปัจจุบัน เป็นค่าที่ได้จากการคำนวณย้อนกลับจากราคา Options โดยใช้โมเดลการประเมินราคา เช่น Black-Scholes Model IV สูงหมายความว่าตลาดคาดว่าราคาจะผันผวนมาก ทำให้ Premium แพง IV ต่ำหมายความว่าตลาดคาดว่าราคาจะผันผวนน้อย ทำให้ Premium ถูก

IV Rank และ IV Percentile

IV Rank เป็นค่าที่บอกว่า IV ปัจจุบันอยู่ในระดับใดเทียบกับช่วง 52 สัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น IV Rank 80% หมายความว่า IV ปัจจุบันสูงกว่า 80% ของค่า IV ในรอบ 1 ปี ใช้ช่วยตัดสินใจว่าควรซื้อหรือขาย Options เมื่อ IV Rank สูง (Premium แพง) อาจเหมาะกับการขาย Options เมื่อ IV Rank ต่ำ (Premium ถูก) อาจเหมาะกับการซื้อ Options

IV Crush

IV Crush คือปรากฏการณ์ที่ IV ลดลงอย่างฉับพลันหลังเหตุการณ์สำคัญ เช่น หลังประกาศผลประกอบการ (Earnings) หรือการประชุม FOMC ก่อนเหตุการณ์ ความไม่แน่นอนสูง ทำให้ IV สูง Premium แพง หลังเหตุการณ์ ความไม่แน่นอนลดลง IV ลดลง Premium ถูกลง แม้ว่าราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ถูก ถ้า IV ลดลงมากพอ ผู้ซื้อ Option ยังอาจขาดทุนได้ เพราะ Extrinsic Value ลดลงเร็วกว่าที่ Intrinsic Value เพิ่มขึ้น นี่คือกับดักที่หลายคนตกลงไปเมื่อซื้อ Options ก่อนวันประกาศผลประกอบการ

Risk Profile Diagram: เครื่องมือวิเคราะห์กำไรขาดทุน

Risk Profile Diagram หรือ Payoff Diagram เป็นกราฟที่แสดงกำไรหรือขาดทุนของ Options Strategy ณ วันหมดอายุ ที่ราคาสินทรัพย์อ้างอิงต่างๆ กัน แกน X แสดงราคาสินทรัพย์อ้างอิง แกน Y แสดงกำไร/ขาดทุน

สำหรับ Long Call กราฟจะเป็นรูปตัว L กลับหัว (หักงอขึ้น) โดยขาดทุนสูงสุดเป็นเส้นตรงแนวนอนที่ระดับ Premium ที่จ่ายไป เมื่อราคาเกิน Strike Price + Premium กำไรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ Long Put กราฟจะเป็นรูปตัว L คว่ำ (หักงอลง) โดยขาดทุนสูงสุดเป็นเส้นตรงแนวนอนทางขวา เมื่อราคาต่ำกว่า Strike Price – Premium กำไรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ Covered Call กราฟจะเป็นเส้นเอียงขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่ Strike Price แล้วเป็นเส้นตรงแนวนอน สำหรับ Protective Put กราฟจะเป็นเส้นตรงแนวนอน (ขาดทุนจำกัด) จนถึง Strike Price แล้วเอียงขึ้น ทุกแพลตฟอร์มเทรด Options ที่ดีจะมีเครื่องมือสร้าง Risk Profile Diagram ให้ ควรศึกษากราฟเหล่านี้ก่อนเปิดทุกตำแหน่ง

Options ในตลาดหุ้นไทย: DW และ TFEX

Derivative Warrant (DW) บนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

DW หรือ Derivative Warrant เป็นตราสารอนุพันธ์ที่ออกโดยโบรกเกอร์ ซื้อขายบน SET เหมือนหุ้นทั่วไป DW มีทั้ง Call DW (ได้กำไรเมื่อราคาหุ้นขึ้น) และ Put DW (ได้กำไรเมื่อราคาหุ้นลง) โดยอ้างอิงกับหุ้นรายตัว เช่น PTT, AOT, SCB หรือดัชนี SET50 ข้อแตกต่างจาก Options ต่างประเทศคือ DW เป็น European Style (ใช้สิทธิ์ได้เฉพาะวันหมดอายุ) ผู้ลงทุนเป็นได้แค่ผู้ซื้อ ไม่สามารถขาย DW ได้ (ไม่มี Short Selling) ผู้ออก DW (Issuer) คือโบรกเกอร์ที่เป็นผู้ขาย ราคา DW ถูกกำหนดโดย Issuer มากกว่ากลไกตลาด และ DW แต่ละตัวมี Effective Gearing ที่แตกต่างกัน

ข้อดีของ DW คือซื้อขายง่ายผ่านบัญชีหุ้นปกติ ไม่ต้องเปิดบัญชีพิเศษ ใช้เงินลงทุนน้อย มี Leverage สูง และมีให้เลือกหลากหลายทั้ง Underlying, Strike, และระยะเวลา ข้อเสียคือ Spread กว้าง (ส่วนต่างราคาซื้อกับราคาขาย) ราคาอาจไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงเสมอไป สภาพคล่องอาจไม่ดีในบาง DW และค่าธรรมเนียมการซื้อขายคิดเหมือนหุ้น

TFEX Single Stock Options

ตลาด TFEX (Thailand Futures Exchange) เป็นตลาดอนุพันธ์ของไทยที่มีการซื้อขาย Options โดยมี SET50 Index Options และ Single Stock Options ที่อ้างอิงหุ้นบางตัว Options บน TFEX เป็น European Style มีการ Cash Settlement (ไม่ต้องส่งมอบหุ้นจริง แต่ชำระส่วนต่างเป็นเงินสด) ผู้ลงทุนสามารถเป็นได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย Options ข้อจำกัดคือสภาพคล่องของ Options บน TFEX ยังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ Bid-Ask Spread อาจกว้าง และมีหุ้นอ้างอิงให้เลือกจำกัด

ต้องเปิดบัญชีอย่างไร

สำหรับ DW ใช้บัญชีซื้อขายหุ้นปกติได้เลย ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่ สำหรับ TFEX Options ต้องเปิดบัญชีซื้อขายอนุพันธ์กับโบรกเกอร์ที่เป็นสมาชิก TFEX ต้องผ่านแบบทดสอบความเหมาะสม (Knowledge Assessment) และวางเงินประกัน (Initial Margin) ตามที่โบรกเกอร์กำหนด

แพลตฟอร์มเทรด Options ต่างประเทศสำหรับคนไทย

นักลงทุนไทยจำนวนมากเลือกเทรด Options ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ เพราะมีสภาพคล่องสูงกว่า มีสินทรัพย์อ้างอิงให้เลือกมากกว่า และมีเครื่องมือการวิเคราะห์ที่ครบครันกว่า

แพลตฟอร์มยอดนิยม

Interactive Brokers (IBKR) เป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่นักลงทุนไทยที่เทรด Options ต่างประเทศ มีค่าคอมมิชชันต่ำ สภาพคล่องสูง รองรับตลาดทั่วโลก มีเครื่องมือวิเคราะห์ครบครัน แต่แพลตฟอร์มค่อนข้างซับซ้อนสำหรับมือใหม่ TD Ameritrade (thinkorswim) มีแพลตฟอร์มที่ทรงพลังมากสำหรับ Options Trading มีเครื่องมือ Risk Profile, Options Chain, Strategy Builder ที่ดีเยี่ยม Tastytrade เป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ Options Trading มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ค่าคอมมิชชันต่ำ เหมาะสำหรับนักเทรด Options โดยเฉพาะ

ข้อควรพิจารณาก่อนเทรด Options ต่างประเทศ

การเปิดบัญชีต้องส่งเอกสารพิสพอร์ตและหลักฐานที่อยู่เป็นภาษาอังกฤษ การโอนเงินต้องผ่านระบบ SWIFT มีค่าธรรมเนียมการโอน ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 30% สำหรับเงินปันผลจากหุ้นสหรัฐ (แต่ไม่กระทบกำไรจาก Options) กำไรจากการเทรดต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทย ต้องเข้าใจเรื่อง Time Zone เพราะตลาดสหรัฐเปิดเวลา 21:30-04:00 ตามเวลาไทย (EST) หรือ 20:30-03:00 (EDT) และต้องระวังเรื่องค่าเงิน เพราะกำไรที่ทำได้เป็นดอลลาร์จะถูกกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

Options vs Stocks: เมื่อไหร่ควรใช้ Options แทนหุ้น

สถานการณ์ที่ควรพิจารณาใช้ Options

เมื่อต้องการ Leverage คือใช้เงินน้อยแต่ได้ผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์สูง เช่น ใช้ Call Options แทนการซื้อหุ้นจำนวนมาก เมื่อต้องการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ของพอร์ตหุ้นที่มีอยู่ เช่น ใช้ Protective Put เมื่อต้องการทำกำไรจากตลาดขาลง โดยไม่ต้อง Short Sell หุ้น เช่น ใช้ Long Put เมื่อต้องการสร้างรายได้จากหุ้นที่ถืออยู่ เช่น ใช้ Covered Call และเมื่อต้องการเก็งกำไรจากเหตุการณ์เฉพาะ เช่น ผลประกอบการ การตัดสินใจนโยบายการเงิน

สถานการณ์ที่ไม่ควรใช้ Options

เมื่อเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจพื้นฐานหุ้น เพราะ Options มีความซับซ้อนสูงกว่า เมื่อต้องการลงทุนระยะยาวแบบ Buy and Hold เพราะ Options มีค่า Time Decay เมื่อไม่มีเวลาติดตามตลาด เพราะ Options ต้องการการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เมื่อใช้เงินที่ไม่สามารถเสียได้ เพราะ Options มีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะการขายออปชั่น และเมื่อต้องการลงทุนในหุ้นที่มีสภาพคล่อง Options ต่ำ เพราะจะมี Spread กว้างและออกจากตำแหน่งได้ยาก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเทรด Options

1. ไม่เข้าใจ Time Decay

หลายคนซื้อ Options แล้วถือยาวเหมือนหุ้น โดยไม่ตระหนักว่ามูลค่าลดลงทุกวัน บางครั้งทิศทางถูก แต่ราคาเคลื่อนไหวช้าเกินไป ทำให้ Time Decay กิน Premium จนหมดก่อนที่จะทำกำไรได้ วิธีแก้คือเลือก Options ที่มีระยะเวลาเพียงพอ อย่างน้อย 45-60 วัน และกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจน

2. ซื้อ OTM Options ที่ราคาถูกมาก

OTM Options ราคาถูกดูเหมือนมี Upside สูง แต่ความจริงคือส่วนใหญ่จะหมดอายุโดยไม่มีค่า เพราะราคาสินทรัพย์ต้องเคลื่อนไหวเป็นระยะทางไกลมากจึงจะทำกำไรได้ เหมือนการซื้อล็อตเตอรี่ ถูกรางวัลก็ได้เยอะ แต่โอกาสถูกน้อยมาก วิธีที่ดีกว่าคือซื้อ ATM หรือ Slightly ITM Options ที่มี Delta สูงกว่า

3. ไม่เข้าใจ IV Crush

การซื้อ Options ก่อนวันประกาศผลประกอบการเป็นกับดักที่หลายคนตก เพราะ IV จะพุ่งสูงก่อนเหตุการณ์ ทำให้ Premium แพงมาก หลังประกาศ IV ลดลงฉับพลัน ทำให้ Premium ลดลงตาม แม้ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ถูก ผู้ซื้อ Options อาจยังขาดทุนจาก IV Crush วิธีหลีกเลี่ยงคืออย่าซื้อ Options ก่อนเหตุการณ์สำคัญ หรือถ้าจะเทรดรอบ Earnings ให้ใช้กลยุทธ์ที่เป็น Neutral หรือ Short Vega

4. Position Sizing ที่ไม่เหมาะสม

บางคนใช้เงินทั้งหมดซื้อ Options ตัวเดียว เมื่อผิดทางก็สูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด ควรกำหนดว่าจะใช้เงินไม่เกิน 2-5% ของพอร์ตต่อตำแหน่ง Options หนึ่งตำแหน่ง และไม่ควรมี Options มากกว่า 15-20% ของพอร์ตรวม

5. ขาย Naked Options โดยไม่เข้าใจความเสี่ยง

การขาย Naked Call (ขาย Call โดยไม่มีหุ้นอ้างอิง) มีขาดทุนที่อาจไม่จำกัด ถ้าราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ขาดทุนอาจมากกว่า Premium ที่ได้รับหลายเท่า แม้แต่การขาย Naked Put ก็มีความเสี่ยงสูงถ้าราคาหุ้นลงอย่างรุนแรง ผู้ที่เริ่มต้นควรเทรดเฉพาะ Long Options (ซื้อ Call หรือ Put) หรือ Covered Strategies เท่านั้น

6. ไม่มีแผนการเทรดที่ชัดเจน

ก่อนเปิดทุกตำแหน่ง ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะทำกำไรที่ระดับใด (Take Profit) ตัดขาดทุนที่ระดับใด (Stop Loss) และจะทำอย่างไรถ้าราคาไม่เคลื่อนไหว (Time Stop) การไม่มีแผนทำให้ตัดสินใจโดยอารมณ์ ซึ่งมักนำไปสู่ผลเสีย

คำศัพท์สำคัญที่นักเทรด Options ต้องรู้

นอกจากคำศัพท์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีคำศัพท์สำคัญอีกหลายคำที่ควรรู้ Assignment คือการที่ผู้ขาย Options ถูกบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญา เมื่อผู้ซื้อใช้สิทธิ์ Exercise คือการใช้สิทธิ์ของ Options โดยผู้ซื้อ Open Interest คือจำนวนสัญญา Options ที่ยังคงค้างอยู่ในตลาด ยังไม่ถูกใช้สิทธิ์หรือปิดตำแหน่ง Options Chain คือตารางที่แสดง Options ทั้งหมดที่มีสำหรับสินทรัพย์อ้างอิงตัวหนึ่ง แสดงทั้ง Call และ Put ทุก Strike Price และทุก Expiration Date Bid-Ask Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาที่คนเสนอซื้อกับราคาที่คนเสนอขาย Spread ที่กว้างหมายความว่าสภาพคล่องต่ำ ค่าใช้จ่ายในการเข้าออกตำแหน่งสูง

การเริ่มต้นเทรด Options สำหรับมือใหม่: ขั้นตอนแนะนำ

ขั้นตอนที่ 1: สร้างพื้นฐานความรู้

ก่อนเริ่มใช้เงินจริง ควรศึกษาพื้นฐาน Options อย่างถ่องแท้ ทำความเข้าใจ Call, Put, Greeks, Time Decay, IV ให้ชัดเจน อ่านหนังสือเกี่ยวกับ Options เช่น Options as a Strategic Investment โดย Lawrence McMillan หรือ The Options Playbook โดย Brian Overby ดูวิดีโอสอนจาก YouTube Channels ที่มีคุณภาพ เช่น projectoption, tastytrade, InTheMoney และเข้าร่วมชุมชน Options Trading เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้

ขั้นตอนที่ 2: ฝึกด้วย Paper Trading

หลายแพลตฟอร์มมีบัญชี Paper Trading ที่ให้เทรดด้วยเงินจำลอง เช่น thinkorswim, IBKR Paper Trading, Webull Paper Trading ฝึกอย่างน้อย 3-6 เดือนก่อนใช้เงินจริง เรียนรู้วิธีอ่าน Options Chain, วาง Order, บริหารตำแหน่ง ทดสอบกลยุทธ์ต่างๆ ในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน

ขั้นตอนที่ 3: เริ่มต้นด้วยกลยุทธ์ง่ายๆ

เมื่อพร้อมใช้เงินจริง เริ่มด้วยจำนวนเงินน้อย ไม่เกิน 5-10% ของพอร์ตลงทุนทั้งหมด เริ่มจากกลยุทธ์ง่ายๆ เช่น Long Call, Long Put, Covered Call หลีกเลี่ยงกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น Naked Options ใช้ Position Sizing ที่เหมาะสม ไม่เกิน 2-5% ของพอร์ตต่อตำแหน่ง

ขั้นตอนที่ 4: จดบันทึกและทบทวน

จดบันทึกทุกการเทรด รวมถึงเหตุผลที่เปิดตำแหน่ง ผลลัพธ์ และบทเรียนที่ได้รับ ทบทวนผลการเทรดเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุง ค่อยๆ เพิ่มขนาดและความซับซ้อนของกลยุทธ์เมื่อมีความมั่นใจและประสบการณ์เพียงพอ

กลยุทธ์ Options ขั้นสูงที่ควรรู้จัก (เบื้องต้น)

เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว ลองทำความรู้จักกับกลยุทธ์ขั้นสูงเหล่านี้ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาต่อยอด

Vertical Spread (Bull Call Spread / Bear Put Spread)

เป็นการซื้อและขาย Options ประเภทเดียวกัน (Call หรือ Put) ที่ Strike Price ต่างกัน แต่หมดอายุวันเดียวกัน ข้อดีคือลด Premium ที่ต้องจ่าย ลดผลกระทบจาก Time Decay และ IV เหมาะกับผู้ที่มีมุมมองทิศทางแต่ไม่ต้องการเสี่ยงมาก

Iron Condor

เป็นกลยุทธ์ที่ใช้เมื่อเชื่อว่าราคาจะไซด์เวย์ ประกอบด้วยการขาย Put Spread และขาย Call Spread พร้อมกัน กำไรเมื่อราคาอยู่ในกรอบ ขาดทุนเมื่อราคาเคลื่อนไหวรุนแรงทั้งขึ้นหรือลง เหมาะกับตลาดที่ IV สูง

Straddle และ Strangle

เป็นกลยุทธ์ที่ใช้เมื่อเชื่อว่าราคาจะเคลื่อนไหวรุนแรง แต่ไม่แน่ใจว่าจะขึ้นหรือลง Straddle คือการซื้อ Call และ Put ที่ Strike Price เดียวกัน Strangle คือการซื้อ Call และ Put ที่ Strike Price ต่างกัน ต้องการการเคลื่อนไหวที่มากพอเพื่อครอบคลุม Premium ที่จ่ายไปทั้ง 2 ด้าน

Calendar Spread (Time Spread)

เป็นการซื้อและขาย Options ที่ Strike Price เดียวกัน แต่หมดอายุวันต่างกัน ได้ประโยชน์จากความแตกต่างของ Time Decay ระหว่าง Options ระยะสั้นกับระยะยาว เหมาะกับตลาดที่คาดว่าจะไซด์เวย์ในระยะสั้นแต่มีทิศทางในระยะยาว

สรุป: Options Trading เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง

Options Trading เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ให้ความยืดหยุ่นและโอกาสที่หุ้นทั่วไปไม่สามารถให้ได้ ตั้งแต่การทำกำไรในตลาดขาลง การป้องกันความเสี่ยง การสร้างรายได้จากหุ้นที่ถืออยู่ ไปจนถึงการใช้ Leverage อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม Options มีความซับซ้อนสูง มีตัวแปรมากกว่าหุ้น (ทั้ง Direction, Magnitude, Time, และ Volatility) และมีความเสี่ยงที่สูงโดยเฉพาะสำหรับผู้ขาย Options

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่สนใจ Options Trading คือการศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนเริ่ม ฝึก Paper Trading อย่างจริงจัง เริ่มต้นด้วยกลยุทธ์ง่ายๆ ใช้ Position Sizing ที่เหมาะสม และมีแผนการเทรดที่ชัดเจน อย่าลืมว่า Options ไม่ใช่ทางลัดสู่ความร่ำรวย แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ และวินัยอย่างสูง ติดตามเนื้อหา การเงินและการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ siam2r.com

.

.
.
.

You may also like

Partner Sites: iCafe Forex | SiamCafe | SiamLancard | XM Signal | iCafe Cloud
iCafeForex Network: XM Signal | iCafeForex | SiamCafe | SiamLanCard
iCafeFX · XM Signal · SiamCafe · SiamLancard · iCafeCloud
Siam2R|iCafeForex|SiamCafe Blog|XM Signal|SiamLanCard
© 2026 Siam2R.com | อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์
iCafeForex Network: XM Signal | iCafeForex | SiamCafe | SiamLanCard