🏠 Siam2Rich 📈 iCafeForex 💻 SiamCafe Blog 🖥️ SiamLancard
Home » ลงทุนในอุตสาหกรรม EV 2026 รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และโอกาสการลงทุนสำหรับคนไทย

ลงทุนในอุตสาหกรรม EV 2026 รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และโอกาสการลงทุนสำหรับคนไทย

by bom

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี

อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกยานยนต์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบศตวรรษ จากที่เคยเป็นแค่แนวคิดของอนาคต วันนี้ EV กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ วิ่งอยู่บนท้องถนนทั่วโลก และกำลังเข้ามาแทนที่รถยนต์สันดาปภายใน (ICE – Internal Combustion Engine) อย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่ายอดขาย EV ทั่วโลกในปี 2025 ทะลุ 20 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 25% ของรถยนต์ใหม่ที่ขายทั้งหมด และคาดว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านคันภายในปี 2027

สำหรับนักลงทุนไทย การทำความเข้าใจอุตสาหกรรม EV ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยียานยนต์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของโอกาสการลงทุนมหาศาลที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตรถ แบตเตอรี่ สถานีชาร์จ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงวัตถุดิบสำคัญอย่างลิเทียมและนิกเกิล ประเทศไทยเองก็กำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง EV ของอาเซียน ทำให้มีโอกาสการลงทุนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก บทความนี้จะพาคุณสำรวจทุกแง่มุมของการลงทุนในอุตสาหกรรม EV อย่างละเอียดรอบด้าน

ภาพรวมอุตสาหกรรม EV ปี 2026 ตลาดกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ตลาด EV โลกในปี 2026 อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจาก Early Adopter ไปสู่ Mass Market ประเทศจีนยังคงเป็นผู้นำตลาด EV โลกด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 60% ของยอดขาย EV ทั้งหมด BYD แซง Tesla ขึ้นเป็นผู้ผลิต EV อันดับ 1 ของโลกตั้งแต่ปี 2024 และยังคงรักษาตำแหน่งได้ ผู้ผลิตจีนอย่าง NIO, XPeng, Li Auto, Geely และ Chery กำลังขยายตลาดไปยังอาเซียนและยุโรปอย่างรวดเร็ว

ในยุโรป นโยบายห้ามขายรถยนต์สันดาปใหม่ภายในปี 2035 ของสหภาพยุโรปเป็นแรงผลักดันสำคัญ แม้จะมีเสียงวิพากษ์และการปรับเปลี่ยนบ้าง แต่ทิศทางโดยรวมยังคงมุ่งสู่ EV อย่างชัดเจน ส่วนสหรัฐอเมริกา Inflation Reduction Act (IRA) ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ในประเทศ แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่กระแส EV ในสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้า โดยเฉพาะในกลุ่ม pickup truck EV ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

ราคา EV ลดลงอย่างต่อเนื่องจากต้นทุนแบตเตอรี่ที่ถูกลง ราคาแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนลดลงจากมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อ kWh ในปี 2010 เหลือประมาณ 90-100 ดอลลาร์ต่อ kWh ในปี 2025 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 70-80 ดอลลาร์ภายในปี 2027 เมื่อต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงถึงจุดที่ราคา EV เท่ากับหรือถูกกว่ารถยนต์สันดาป (Price Parity) ซึ่งกำลังเกิดขึ้นแล้วในหลายเซ็กเมนต์ การเปลี่ยนผ่านจะเร่งตัวขึ้นอย่างมาก

ประเทศไทย ศูนย์กลาง EV แห่งอาเซียน

ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็น “Detroit of Asia” ในยุค EV ด้วยนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างจริงจัง ไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของอาเซียนอยู่แล้ว มีซัพพลายเชนยานยนต์ที่แข็งแกร่ง มีแรงงานที่มีทักษะ และมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

นโยบาย EV 3.5 และสิทธิประโยชน์จาก BOI

รัฐบาลไทยออกมาตรการ EV 3.5 ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก EV 3.0 เพื่อดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิต EV ทั่วโลก สิทธิประโยชน์สำคัญ ได้แก่ การลดอากรนำเข้ารถยนต์ EV สำเร็จรูป (CBU) ในอัตราพิเศษสำหรับผู้ผลิตที่มีแผนตั้งโรงงานในไทย เงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อรถ EV ตั้งแต่ 50,000 ถึง 150,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดและราคารถ สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI (Board of Investment) สำหรับผู้ผลิต EV และชิ้นส่วนในประเทศไทย รวมถึงการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี

ผลจากนโยบายเหล่านี้ ผู้ผลิต EV จากจีนแห่เข้ามาตั้งโรงงานในไทยอย่างคึกคัก BYD เปิดโรงงานในระยอง กำลังการผลิต 150,000 คันต่อปี Great Wall Motor (ORA, HAVAL) ตั้งโรงงานในระยอง Changan, Chery, GAC Aion, Neta ก็มีแผนตั้งโรงงานในไทยเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำอย่าง CATL และ EVE Energy ก็ประกาศแผนลงทุนในไทย

ยอดจดทะเบียนรถ EV ในไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากไม่ถึง 10,000 คันในปี 2022 เป็นมากกว่า 75,000 คันในปี 2024 และคาดว่าจะเกิน 120,000 คันในปี 2026 แบรนด์ที่ขายดีที่สุดในไทย ได้แก่ BYD (Atto 3, Dolphin, Seal), Tesla (Model 3, Model Y), MG (MG4, ZS EV), Neta (V-II, X), ORA (Good Cat) และ Volvo (EX30, EX40)

ห่วงโซ่คุณค่า EV (EV Value Chain) โอกาสการลงทุนในแต่ละส่วน

อุตสาหกรรม EV ไม่ได้มีแค่ตัวรถ แต่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าที่กว้างขวาง นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในแต่ละส่วนของห่วงโซ่ได้ตามความสนใจและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

1. ผู้ผลิตรถยนต์ EV (OEM – Original Equipment Manufacturer)

ผู้ผลิตรถยนต์คือส่วนที่ผู้คนนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึง EV แต่ก็เป็นส่วนที่มีการแข่งขันสูงที่สุดและมี Margin ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่นในห่วงโซ่ ผู้เล่นหลักในตลาด ได้แก่ Tesla ยังคงเป็นผู้นำในแง่ Brand Value และเทคโนโลยี Autonomous Driving แต่ส่วนแบ่งตลาดลดลงจากการแข่งขันที่รุนแรง BYD ผู้นำตลาดจากจีนที่มีข้อได้เปรียบจากการผลิตแบตเตอรี่เองทั้งหมด (Vertical Integration) ทำให้คุมต้นทุนได้ดีเยี่ยม Hyundai-Kia กลุ่มผู้ผลิตเกาหลีที่เปลี่ยนผ่านมาทำ EV ได้อย่างสำเร็จ มีรถ EV หลายรุ่นที่ได้รับรางวัลและได้รับการยอมรับในตลาดโลก Volkswagen Group ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของยุโรปที่ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลในการเปลี่ยนผ่านสู่ EV

ผู้ผลิต EV ที่น่าจับตามอง ได้แก่ Rivian ผู้ผลิต pickup truck EV จากสหรัฐฯ ที่มี Amazon เป็นผู้สนับสนุนหลัก NIO จากจีนที่มีเทคโนโลยี Battery Swapping ที่แตกต่าง และ VinFast จากเวียดนามที่กำลังบุกตลาดอาเซียนและสหรัฐฯ ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมอย่าง Toyota, Honda, Ford, GM ก็กำลังเร่งพัฒนา EV แต่หลายรายยังคงยึดกลยุทธ์ Hybrid เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน

2. แบตเตอรี่ หัวใจสำคัญของ EV

แบตเตอรี่เป็นชิ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงที่สุดใน EV คิดเป็นประมาณ 30-40% ของต้นทุนทั้งคัน ทำให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่มี Margin ที่ดีกว่าผู้ผลิตรถในหลายกรณี ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำของโลก ได้แก่ CATL (Contemporary Amperex Technology) จากจีน ครองส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่ EV โลกมากกว่า 35% เป็นซัพพลายเออร์ให้กับผู้ผลิต EV แทบทุกราย LG Energy Solution จากเกาหลีใต้ ซัพพลายเออร์หลักของ Tesla, GM, Ford, Hyundai Samsung SDI จากเกาหลีใต้ เน้นแบตเตอรี่คุณภาพสูงสำหรับ Premium EV Panasonic จากญี่ปุ่น พาร์ทเนอร์ดั้งเดิมของ Tesla BYD ที่ผลิตทั้งรถและแบตเตอรี่ (Blade Battery)

เทคโนโลยีแบตเตอรี่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันแบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate (LFP) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเพราะราคาถูกกว่า ปลอดภัยกว่า และมีอายุการใช้งานนานกว่า ขณะที่ Nickel Manganese Cobalt (NMC) ยังคงใช้ในรถระดับพรีเมียมที่ต้องการพลังงานสูง เทคโนโลยีที่น่าจับตาคือ Solid-State Battery ที่สัญญาว่าจะให้พลังงานมากขึ้น 2-3 เท่า ชาร์จเร็วขึ้น ปลอดภัยกว่า และมีอายุยาวนานกว่า Toyota ประกาศว่าจะเริ่มผลิต Solid-State Battery ในรถยนต์จริงภายในปี 2027-2028 ขณะที่ Samsung SDI และ QuantumScape ก็อยู่ในระยะทดสอบเช่นกัน

3. สถานีชาร์จ (Charging Infrastructure)

โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันการใช้งาน EV จำนวนสถานีชาร์จทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 2.7 ล้านจุดในปี 2022 เป็นมากกว่า 5 ล้านจุดในปี 2025 ในประเทศไทย มีสถานีชาร์จสาธารณะมากกว่า 8,000 จุดในปี 2026 โดยผู้ให้บริการหลัก ได้แก่ EA Anywhere (บริษัท EA), PTT EV Station (กลุ่ม OR), Sharge, MEA EV และ PEA VOLTA

บริษัทที่น่าลงทุนในธุรกิจสถานีชาร์จ ได้แก่ ChargePoint (สหรัฐฯ) ผู้นำเครือข่ายสถานีชาร์จในอเมริกาเหนือ Tesla Supercharger Network ที่เปิดให้แบรนด์อื่นใช้บริการ ABB ผู้ผลิตเครื่องชาร์จเร็ว DC อันดับต้นของโลก และ Wallbox ที่เน้นเครื่องชาร์จสำหรับบ้าน ธุรกิจสถานีชาร์จยังอยู่ในช่วง “ลงทุนก่อนกำไร” คล้ายกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในช่วงเริ่มต้น ต้องลงทุนสร้างเครือข่ายก่อนจึงจะเริ่มทำกำไรได้

4. ซอฟต์แวร์และระบบอัตโนมัติ

EV ไม่ใช่แค่รถที่เปลี่ยนจากน้ำมันมาเป็นไฟฟ้า แต่เป็น “คอมพิวเตอร์บนล้อ” ที่ซอฟต์แวร์มีบทบาทสำคัญไม่แพ้ฮาร์ดแวร์ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Driving) เป็นสนามแข่งขันที่เข้มข้น Tesla FSD (Full Self-Driving), Waymo (Alphabet), Mobileye (Intel), Nvidia DRIVE เป็นผู้เล่นหลัก ซอฟต์แวร์ EV ยังครอบคลุมถึง Battery Management System (BMS) ระบบจัดการพลังงาน Over-the-Air Updates (OTA) ระบบ Infotainment และ Connected Car Features ที่ทำให้ EV ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ

บริษัทที่ได้ประโยชน์จากเทรนด์นี้ ได้แก่ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI สำหรับระบบ Autonomous Driving ที่แทบทุกผู้ผลิต EV ต้องใช้ Qualcomm ผู้ผลิตชิปสำหรับ Digital Cockpit และ Connectivity และ Mobileye ผู้นำระบบ ADAS (Advanced Driver Assistance System) การลงทุนในซอฟต์แวร์ EV มีข้อดีคือ Margin สูงกว่าฮาร์ดแวร์ มี Recurring Revenue จากบริการ Subscription และมี Moat จากเทคโนโลยีที่คู่แข่งทำตามได้ยาก

หุ้น EV ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

นักลงทุนไทยสามารถลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ EV ได้หลายตัวในตลาด SET โดยไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศ

EA (Energy Absolute)

บริษัทที่ทุ่มสุดตัวกับ EV ในไทย ทั้งผลิตรถ EV (MineM Mobility) สร้างเครือข่ายสถานีชาร์จ EA Anywhere ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ผลิตแบตเตอรี่ (Amita Technology) และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน EA มี Ecosystem ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ก็มีความเสี่ยงจากหนี้สินที่สูงและการลงทุนที่ต้องใช้เงินมาก นักลงทุนควรติดตามผลประกอบการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ EV

DELTA (Delta Electronics Thailand)

ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำที่ผลิต EV Charger ทั้ง AC และ DC Fast Charger จำหน่ายทั่วโลก DELTA เป็น Supplier ให้กับผู้ผลิต EV หลายราย ทั้ง Power Electronics, Inverter และ Converter ข้อได้เปรียบของ DELTA คือเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่ใช่ผู้ผลิตรถ จึงได้ประโยชน์จากการเติบโตของ EV โดยรวมโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการแข่งขันระหว่างแบรนด์รถ

GPSC (Global Power Synergy)

บริษัทในเครือ ปตท. ที่ลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ผ่าน NUOVO PLUS ผลิต Semi-Solid State Battery และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System – ESS) GPSC มีเป้าหมายเป็นผู้นำแบตเตอรี่ในอาเซียน ธุรกิจ ESS มีศักยภาพเติบโตสูงเพราะเป็นส่วนสำคัญของระบบไฟฟ้า Smart Grid และ Renewable Energy

BEM (Bangkok Expressway and Metro)

ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ในกรุงเทพฯ แม้จะไม่ใช่ EV โดยตรง แต่ได้ประโยชน์จากเทรนด์ขนส่งสาธารณะไฟฟ้า การขยายเส้นทางรถไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ขนส่งไฟฟ้าในภาพรวม

หุ้นอื่นที่เกี่ยวข้อง

OR (PTT Oil and Retail) กำลังเปลี่ยนผ่านจากสถานีน้ำมันเป็น EV Station มี PTT EV Station กระจายทั่วประเทศ BANPU ลงทุนในธุรกิจ EV ในจีนผ่าน BANPU NEXT TPIPP พลังงานทดแทนที่อาจเชื่อมโยงกับการชาร์จ EV และ STARK (แม้จะมีปัญหาบรรษัทภิบาล) เป็นกรณีศึกษาเรื่องความเสี่ยงของหุ้น EV ที่นักลงทุนต้องระวัง

หุ้น EV ระดับโลกที่น่าจับตามอง

Tesla (TSLA)

หุ้น EV ที่คนไทยรู้จักมากที่สุด Tesla เป็นมากกว่าแค่บริษัทรถยนต์ ด้วยธุรกิจที่ครอบคลุม Energy Storage (Megapack, Powerwall), Solar Energy, AI และ Robotics (Optimus) Tesla มี Brand Power ที่แข็งแกร่ง มี Supercharger Network ที่กว้างขวางที่สุด และมีข้อมูล Autonomous Driving จากรถบนท้องถนนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม Valuation ของ Tesla มักจะสูงกว่าบริษัทรถยนต์ทั่วไปมาก เพราะตลาดประเมินมูลค่าจาก Future Potential มากกว่า Current Earnings นักลงทุนควรศึกษา P/E Ratio และ EV/Revenue เทียบกับคู่แข่งก่อนตัดสินใจ

BYD (1211.HK / BYDDY)

คู่แข่งหลักของ Tesla ที่มีข้อได้เปรียบด้าน Vertical Integration ผลิตทุกอย่างเองตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ ชิป ไปจนถึงตัวรถ ทำให้คุมต้นทุนได้ดีเยี่ยม BYD มีรถ EV และ PHEV หลากหลายรุ่นครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ราคาประหยัด (Seagull) ไปจนถึงลักซ์ชัวรี่ (Yangwang U8) BYD กำลังขยายตลาดอย่างก้าวร้าวในไทย ยุโรป ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ทำให้เป็นหุ้นที่น่าจับตามองสำหรับการลงทุนระยะยาว

NIO (NIO)

ผู้ผลิต EV จากจีนที่มีจุดเด่นเรื่อง Battery Swap Technology ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้ภายใน 3-5 นาทีแทนการรอชาร์จ NIO ยังมีระบบ Battery as a Service (BaaS) ที่ผู้ซื้อไม่ต้องซื้อแบตเตอรี่พร้อมรถ ทำให้ราคารถถูกลง NIO มี Position ในตลาด Premium EV ของจีน แต่ยังขาดทุนอยู่และมีความเสี่ยงสูง

Rivian (RIVN)

ผู้ผลิต EV pickup truck (R1T) และ SUV (R1S) จากสหรัฐฯ มี Amazon เป็นนักลงทุนรายใหญ่และลูกค้า (สั่งซื้อ delivery van 100,000 คัน) Rivian มีเทคโนโลยีดี ได้รับรีวิวเชิงบวก แต่ยังขาดทุนหนักและมีปัญหาด้าน Scale-up การผลิต เป็นหุ้นที่เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงได้

EV ETFs ทางเลือกกระจายความเสี่ยง

สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการเลือกหุ้นรายตัว EV ETFs เป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุนในอุตสาหกรรม EV โดยรวม ETF ที่น่าสนใจ ได้แก่

Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับลิเทียมและแบตเตอรี่ ครอบคลุมทั้ง Supply Chain ตั้งแต่การทำเหมืองลิเทียมจนถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่ iShares Self-Driving EV and Tech ETF (IDRV) เน้นบริษัทที่เกี่ยวกับ EV และเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ KraneShares Electric Vehicles & Future Mobility Index ETF (KARS) กระจายลงทุนทั้งในผู้ผลิตรถ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน และเทคโนโลยี First Trust NASDAQ Clean Edge Green Energy Index Fund (QCLN) เน้นพลังงานสะอาดโดยรวมซึ่ง EV เป็นส่วนสำคัญ

ข้อดีของ ETF คือ Diversification ลดความเสี่ยงจากการเลือกผิดตัว ได้ Exposure ในอุตสาหกรรมโดยรวม ซื้อขายง่ายเหมือนหุ้น ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ากองทุนรวม นักลงทุนไทยสามารถลงทุนผ่านโบรกเกอร์ที่เปิดให้ซื้อขายหุ้นต่างประเทศ หรือลงทุนผ่านกองทุนรวมไทยที่มี EV เป็นธีมหลัก เช่น กองทุนที่ลงทุนใน Global EV หรือ China EV

การลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ โอกาสแห่งอนาคต

แบตเตอรี่เป็นเทคโนโลยีหลักที่กำหนดอนาคตของ EV การลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของ EV โดยตรง เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ได้แก่

Solid-State Battery

เทคโนโลยีที่ถูกมองว่าจะเป็น “Game Changer” ของอุตสาหกรรม EV ด้วยการใช้ Electrolyte ที่เป็นของแข็งแทนของเหลว ทำให้มีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า 2-3 เท่า ชาร์จเร็วกว่า ปลอดภัยกว่า (ไม่ติดไฟ) และมีอายุการใช้งานนานกว่า บริษัทที่กำลังพัฒนา ได้แก่ Toyota ที่ประกาศแผนผลิตเชิงพาณิชย์ภายในปี 2027-2028 QuantumScape (QS) สตาร์ทอัพจากสหรัฐฯ ที่ได้รับการลงทุนจาก Volkswagen Solid Power (SLDP) พาร์ทเนอร์กับ BMW และ Ford Samsung SDI ที่กำลังพัฒนา Solid-State Battery สำหรับ EV

Sodium-Ion Battery

เทคโนโลยีทางเลือกที่ใช้โซเดียมแทนลิเทียม ข้อดีคือวัตถุดิบราคาถูกและหาได้ง่าย ทำให้ราคาแบตเตอรี่ถูกลงอีก เหมาะกับ EV ราคาประหยัดและระบบกักเก็บพลังงาน CATL และ BYD กำลังเริ่มผลิต Sodium-Ion Battery เชิงพาณิชย์แล้ว

สินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ EV (EV Commodities)

การเติบโตของ EV สร้างความต้องการวัตถุดิบสำคัญหลายชนิดอย่างมหาศาล นักลงทุนสามารถลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ได้โดยตรง หรือลงทุนในบริษัทที่ทำเหมืองและแปรรูป

ลิเทียม (Lithium)

วัตถุดิบสำคัญที่สุดของแบตเตอรี่ EV ราคาลิเทียมผันผวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากราคาพุ่งสูงสุดในปี 2022 แล้วร่วงลงมากในปี 2023-2024 ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2025-2026 ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น บริษัทเหมืองลิเทียมชั้นนำ ได้แก่ Albemarle (ALB), SQM จากชิลี, Pilbara Minerals จากออสเตรเลีย, Ganfeng Lithium จากจีน และ Tianqi Lithium การลงทุนในลิเทียมเหมาะกับนักลงทุนที่เข้าใจวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์และรับความผันผวนได้

นิกเกิล (Nickel)

ใช้ในแบตเตอรี่ NMC และ NCA นิกเกิลเพิ่มความหนาแน่นพลังงาน ทำให้ EV วิ่งได้ไกลขึ้น อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ตามด้วยฟิลิปปินส์และรัสเซีย ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองนิกเกิลเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

โคบอลต์ (Cobalt)

ใช้ในแบตเตอรี่ NMC แต่กำลังถูกลดสัดส่วนลงเรื่อย ๆ เพราะราคาแพง แหล่งผลิตกระจุกตัวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ปัญหาสิทธิมนุษยชน) และมีปัญหาด้าน Supply Chain ที่ยั่งยืน

ทองแดง (Copper)

โลหะที่ได้ประโยชน์จาก EV อย่างชัดเจน เพราะ EV ใช้ทองแดงมากกว่ารถสันดาป 3-4 เท่า ทั้งในมอเตอร์ สายไฟ ชาร์จเจอร์ และโครงสร้างพื้นฐานชาร์จ ทองแดงยังได้ประโยชน์จากเทรนด์ Electrification โดยรวม รวมถึง Renewable Energy และ Data Center

ความเสี่ยงของการลงทุนใน EV ที่ต้องรู้

1. การแข่งขันที่รุนแรง (Intense Competition)

ผู้ผลิต EV มีจำนวนมากเกินไป (Overcapacity) โดยเฉพาะในจีนที่มีผู้ผลิตมากกว่า 100 ราย สงครามราคากำลังเกิดขึ้น ทำให้ Margin ลดลง บริษัทที่อ่อนแอจะถูกคัดออก (Consolidation) นักลงทุนต้องเลือกบริษัทที่มีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ผลิต EV ได้

2. การสิ้นสุดของเงินอุดหนุน (Subsidy Phase-out)

หลายประเทศกำลังลดเงินอุดหนุน EV ลง เมื่อเงินอุดหนุนหมดไป ยอดขาย EV ในบางตลาดอาจชะลอตัวชั่วคราว นักลงทุนควรพิจารณาว่าบริษัท EV ไหนสามารถทำกำไรได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินอุดหนุน

3. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี (Technology Disruption)

เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว Solid-State Battery อาจทำให้แบตเตอรี่ปัจจุบันล้าสมัย Hydrogen Fuel Cell ยังเป็นทางเลือกที่อาจเข้ามาแข่งขันในบางเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะรถบรรทุกและรถขนส่งระยะไกล การลงทุนในเทคโนโลยีที่ผิดอาจทำให้สูญเสียเงินลงทุน

4. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks)

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อ Supply Chain ของ EV มาตรการกีดกันทางการค้า เช่น ภาษีนำเข้า EV จากจีนที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ และยุโรป อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การแข่งขัน ประเทศต่าง ๆ พยายาม Localize Supply Chain ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุน

5. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

การทำเหมืองลิเทียมและนิกเกิลมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิลแบตเตอรี่ยังเป็นความท้าทาย Carbon Footprint ในการผลิต EV ยังสูงกว่ารถสันดาป (แม้จะถูกกว่าเมื่อคิดตลอดอายุการใช้งาน) ประเด็นเหล่านี้อาจนำไปสู่กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต

อัตราการใช้งาน EV และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเดิม

คาดว่าภายในปี 2030 EV จะคิดเป็นสัดส่วน 40-50% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก และเพิ่มเป็น 70-80% ภายในปี 2035 ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเดิมจะมหาศาล อุตสาหกรรมน้ำมันจะเผชิญ “Peak Oil Demand” เร็วกว่าที่คาดไว้ ผู้กลั่นน้ำมันต้องปรับตัว สถานีน้ำมันต้องเพิ่มจุดชาร์จ EV ผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมที่ปรับตัวไม่ทันจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถสันดาป (ระบบไอเสีย เกียร์ หัวเทียน) จะถูก Disrupt อู่ซ่อมรถต้องปรับตัวเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไป การเป็นเจ้าของรถอาจเปลี่ยนเป็น Mobility as a Service (MaaS)

สำหรับนักลงทุนที่ถืออยู่ในอุตสาหกรรมเดิม นี่คือสัญญาณเตือนที่ต้องทบทวน Portfolio ว่ามี Exposure ในอุตสาหกรรมที่จะถูก Disrupt มากน้อยเพียงใด และควรเริ่ม Rebalance ไปสู่อุตสาหกรรมที่เติบโตได้ในอนาคต

การลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในธีม EV แต่ไม่ต้องการเลือกหุ้นเอง กองทุนรวมไทยหลายกองเสนอการลงทุนในธีม EV และ Clean Energy ตัวอย่างเช่น กองทุนที่ลงทุนใน Global Clean Energy, Electric Vehicle, Future Mobility หรือ Disruptive Technology ที่มี EV เป็นส่วนหนึ่ง นักลงทุนควรพิจารณาค่าธรรมเนียม (Total Expense Ratio) ผลการดำเนินงานย้อนหลัง สัดส่วนที่ลงทุนใน EV จริง ๆ (บางกองอาจมี EV แค่ส่วนน้อย) และนโยบายการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

ข้อดีของการลงทุนผ่านกองทุนรวมคือมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคัดเลือกหุ้นให้ ลงทุนขั้นต่ำน้อย (บางกองเริ่มที่ 1,000 บาท) สามารถ DCA ได้สะดวก และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีถ้าลงทุนผ่าน SSF/RMF ที่มีนโยบายลงทุนในธีม EV

การซื้อ EV เป็นการตัดสินใจทางการเงินส่วนบุคคล

นอกจากการลงทุนในหุ้นและกองทุน การซื้อรถ EV เพื่อใช้งานเองก็เป็นการตัดสินใจทางการเงินที่สำคัญ ในปี 2026 คำถามที่ว่า “ควรซื้อ EV หรือรถน้ำมัน” มีคำตอบที่ชัดเจนมากขึ้น

การเปรียบเทียบ Total Cost of Ownership (TCO)

เมื่อเทียบ TCO ตลอดอายุการใช้งาน 5 ปี ระหว่าง EV กับรถน้ำมันในระดับราคาเดียวกัน ต้นทุนพลังงานของ EV ถูกกว่าน้ำมันประมาณ 3-5 เท่า ค่าไฟชาร์จที่บ้าน (ถ้าชาร์จช่วงกลางคืน) ประมาณ 0.5-0.8 บาทต่อกิโลเมตร เทียบกับน้ำมันที่ 2-3 บาทต่อกิโลเมตร ค่าซ่อมบำรุง EV ต่ำกว่า 30-50% เพราะไม่มีเครื่องยนต์สันดาป ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไม่มีระบบไอเสีย ผ้าเบรกสึกหรอช้ากว่าเพราะมีระบบ Regenerative Braking ค่าเสื่อมราคาของ EV เริ่มดีขึ้นเมื่อตลาดมือสองเติบโต แต่ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องมูลค่าแบตเตอรี่ที่เสื่อมลง

สำหรับคนที่ขับรถเฉลี่ย 20,000 กิโลเมตรต่อปี EV จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 30,000-50,000 บาทต่อปี เมื่อรวมค่าพลังงานและค่าซ่อมบำรุง ถ้าใช้งาน 5 ปี ก็ประหยัดได้ 150,000-250,000 บาท ซึ่งอาจชดเชยส่วนต่างราคาซื้อที่สูงกว่าได้ ข้อควรพิจารณาคือสถานที่ชาร์จ ถ้ามีที่จอดรถส่วนตัวที่ติดตั้งเครื่องชาร์จได้ EV จะสะดวกมาก แต่ถ้าอาศัยอยู่ในคอนโดหรือไม่มีที่ชาร์จส่วนตัว อาจต้องพึ่งสถานีชาร์จสาธารณะซึ่งค่าใช้จ่ายจะสูงกว่า

ข้อมูลตลาด EV ในประเทศไทย 2026

ตลาด EV ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนรถ EV สะสมที่จดทะเบียนในไทยมากกว่า 200,000 คัน สถานีชาร์จสาธารณะมากกว่า 8,000 จุดทั่วประเทศ ผู้ผลิต EV จากจีนตั้งโรงงานในไทยแล้วมากกว่า 5 ราย เป้าหมาย Zero Emission Vehicle (ZEV) ของไทยคือ 30% ของการผลิตรถยนต์ภายในปี 2030 อุตสาหกรรม EV สร้างงานใหม่ในไทยมากกว่า 50,000 ตำแหน่ง ทั้งในโรงงานผลิต สถานีชาร์จ และบริการหลังการขาย

ปัญหาและความท้าทายของตลาด EV ไทย ได้แก่ เงื่อนไข EV 3.5 ที่ต้องผลิตในไทยชดเชยการนำเข้า ทำให้บางแบรนด์อาจถอนตัว การแข่งขันราคาที่รุนแรงจากแบรนด์จีน กดดัน Margin ของผู้ผลิตและผู้จำหน่าย คุณภาพและบริการหลังการขายของแบรนด์จีนบางรายยังไม่น่าพอใจ ปัญหามูลค่าขายต่อ (Resale Value) ที่ลดลงเร็วกว่ารถน้ำมัน โครงสร้างพื้นฐานชาร์จยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะนอกเมืองหลวง

กลยุทธ์การลงทุนใน EV สำหรับนักลงทุนไทย

กลยุทธ์ที่ 1 Pick and Shovel Strategy

แทนที่จะลงทุนในผู้ผลิต EV โดยตรง (ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากการแข่งขัน) ให้ลงทุนใน “จอบและพลั่ว” คือบริษัทที่ขายเครื่องมือให้กับอุตสาหกรรม EV ไม่ว่าแบรนด์ EV ไหนจะชนะ บริษัทเหล่านี้ได้ประโยชน์ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น Nvidia (ชิป AI สำหรับ Autonomous Driving) DELTA (อุปกรณ์ชาร์จ) ผู้ผลิตแบตเตอรี่ (CATL, LG) และผู้ผลิตวัตถุดิบ (Albemarle, SQM)

กลยุทธ์ที่ 2 Core-Satellite Approach

จัดสรร Portfolio โดยมี Core Holding เป็น EV ETF หรือกองทุนรวม EV (70-80% ของส่วนที่ลงทุนใน EV) เพื่อกระจายความเสี่ยง และมี Satellite Holdings เป็นหุ้นรายตัวที่คุณมั่นใจสูง (20-30%) เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม

กลยุทธ์ที่ 3 Dollar Cost Averaging (DCA)

หุ้นและ ETF ในอุตสาหกรรม EV มีความผันผวนสูง การใช้ DCA ลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนจะช่วยลดความเสี่ยงจาก Timing และได้ต้นทุนเฉลี่ยที่เหมาะสม ไม่ต้องกังวลว่าจะเข้าซื้อที่จุดสูงสุด

กลยุทธ์ที่ 4 Long-term Conviction

การลงทุนใน EV ต้องมีมุมมองระยะยาวอย่างน้อย 5-10 ปี เพราะอุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วง Early Growth ผลกำไรของหลายบริษัทยังไม่ปรากฏชัด แต่ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวมหาศาล อย่าตื่นตกใจกับความผันผวนระยะสั้น

มุมมองอนาคต EV ไกลกว่าที่คิด

อนาคตของ EV ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถยนต์ส่วนบุคคล แต่จะขยายไปสู่ทุกรูปแบบของการขนส่ง รถบรรทุกไฟฟ้า (Electric Trucks) จาก Tesla Semi, BYD, Volvo และ Daimler กำลังเข้าสู่ตลาด เรือไฟฟ้า (Electric Boats) และเครื่องบินไฟฟ้า (eVTOL) กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตเร็วมากในเอเชีย Vehicle-to-Grid (V2G) เทคโนโลยีที่ให้ EV เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานเคลื่อนที่ สามารถขายไฟกลับเข้าระบบในช่วง Peak Demand ทำให้เจ้าของ EV มีรายได้เพิ่ม Autonomous Robotaxi บริการแท็กซี่ไร้คนขับที่ Waymo เปิดให้บริการแล้วในหลายเมืองของสหรัฐฯ

บทสรุป การลงทุนใน EV โอกาสของยุคสมัย

อุตสาหกรรม EV เป็นหนึ่งใน Megatrend ที่ทรงพลังที่สุดของยุคนี้ การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน คำถามไม่ใช่ “จะเกิดหรือไม่” แต่เป็น “จะเกิดเร็วแค่ไหน” สำหรับนักลงทุนไทย โอกาสมีอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในหุ้นรายตัว กองทุนรวม ETF และแม้แต่การซื้อ EV ใช้เองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

สิ่งสำคัญคือต้องศึกษาอย่างรอบด้าน เข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยง กระจายการลงทุน ไม่ทุ่มหมดตัวในหุ้นตัวเดียว ใช้กลยุทธ์ DCA ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และมองภาพระยะยาว อุตสาหกรรม EV จะเปลี่ยนโลกอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน และนักลงทุนที่เตรียมพร้อมวันนี้จะเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ ไม่ว่าจะเลือกลงทุนในส่วนใดของห่วงโซ่คุณค่า EV สิ่งที่แน่นอนคือโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการขนส่งด้วยไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และประเทศไทยกำลังอยู่ในตำแหน่งที่จะได้ประโยชน์จากเทรนด์นี้มากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

.

.
.
.

You may also like

Partner Sites: iCafe Forex | SiamCafe | SiamLancard | XM Signal | iCafe Cloud
iCafeForex Network: XM Signal | iCafeForex | SiamCafe | SiamLanCard
iCafeFX · XM Signal · SiamCafe · SiamLancard · iCafeCloud
Siam2R|iCafeForex|SiamCafe Blog|XM Signal|SiamLanCard
© 2026 Siam2R.com | อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์
iCafeForex Network: XM Signal | iCafeForex | SiamCafe | SiamLanCard