บทนำ: ทำไมนักลงทุน Crypto ไทยต้องเข้าใจเรื่องภาษี
ตลาด Cryptocurrency ในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2026 มีคนไทยที่เปิดบัญชีกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) มากกว่า 5 ล้านบัญชี มูลค่าการซื้อขายรวมหลายแสนล้านบาทต่อปี แต่หลายคนที่ทำกำไรจากการซื้อขาย Crypto กลับไม่รู้ว่าต้องเสียภาษี หรือรู้แต่ไม่เข้าใจว่าต้องคำนวณและยื่นภาษีอย่างไร ส่งผลให้อาจมีปัญหากับกรมสรรพากรในภายหลัง
กฎหมายภาษี Crypto ของไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 จนถึงประกาศและแนวปฏิบัติล่าสุดในปี 2025-2026 ซึ่งมีทั้งส่วนที่ชัดเจนและส่วนที่ยังเป็น Grey Area บทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องที่นักลงทุน Crypto ไทยต้องรู้เกี่ยวกับภาษี ตั้งแต่กฎหมายพื้นฐาน วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 และกลยุทธ์ วางแผนภาษี อย่างถูกต้อง เพื่อให้คุณปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
กฎหมายภาษี Crypto ไทย: ภาพรวม
พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561
กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายหลักที่กำหนดกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ภายใต้กฎหมายนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Cryptocurrency (คริปโทเคอร์เรนซี) เช่น Bitcoin, Ethereum, XRP ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และ Digital Token (โทเคนดิจิทัล) เช่น Investment Token, Utility Token ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้สิทธิในการลงทุนหรือใช้บริการ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ต้องได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ตัวอย่าง Bitkub, Satang (Bitcoinxm), Zipmex กำไรจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในส่วนของประมวลรัษฎากร มาตรา 40(4)(ซ) และ 40(4)(ฌ) กำหนดให้รายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 ซึ่งรวมถึงกำไรจากการขาย (Capital Gains) และผลประโยชน์จากการถือครอง เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล รางวัล
เหตุการณ์ที่ต้องเสียภาษี (Taxable Events)
ไม่ใช่ทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Crypto จะต้องเสียภาษี เฉพาะเหตุการณ์ต่อไปนี้เท่านั้นที่เป็นเหตุการณ์ทางภาษี เหตุการณ์ที่ 1 การขาย Crypto เป็นเงินบาท เมื่อคุณขาย Bitcoin, Ethereum หรือ Crypto อื่นๆ ผ่าน Exchange แล้วได้เงินบาท กำไรที่เกิดขึ้น (ราคาขาย – ต้นทุน) ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี เหตุการณ์ที่ 2 การแลก Crypto เป็น Crypto (Crypto-to-Crypto Trade) การแลก Bitcoin เป็น Ethereum หรือ Crypto อื่น ก็ถือเป็นเหตุการณ์ทางภาษี โดยต้องคำนวณเสมือนว่าคุณขาย Bitcoin เป็นเงินบาทก่อน แล้วซื้อ Ethereum กำไรจากการขาย Bitcoin (ตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ลบต้นทุน) ต้องเสียภาษี เหตุการณ์ที่ 3 การใช้ Crypto ชำระค่าสินค้าหรือบริการ ถ้าคุณใช้ Bitcoin จ่ายค่าสินค้า กำไรจาก Bitcoin (มูลค่า ณ เวลาที่ใช้ ลบต้นทุน) ต้องเสียภาษี เหตุการณ์ที่ 4 การได้รับผลประโยชน์จาก Crypto ดอกเบี้ยจากการฝาก (Lending) ผลตอบแทนจาก Staking ผลตอบแทนจาก Yield Farming Airdrop ที่มีมูลค่า ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีทั้งหมด
เหตุการณ์ที่ไม่ต้องเสียภาษี
การซื้อ Crypto ด้วยเงินบาท การซื้อไม่ใช่เหตุการณ์ทางภาษี ยังไม่มีกำไรเกิดขึ้น การโอน Crypto ระหว่างกระเป๋าเงินของตัวเอง การโอน Bitcoin จาก Exchange ไปยัง Hardware Wallet ของตัวเอง ไม่ใช่เหตุการณ์ทางภาษี การถือ Crypto โดยไม่ขาย แม้ว่า Crypto จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่ถ้ายังไม่ขาย ยังไม่มีกำไรที่ต้องเสียภาษี (Unrealized Gain)
วิธีคำนวณกำไรจาก Crypto (Capital Gains Calculation)
วิธี FIFO (First In, First Out)
กรมสรรพากรไทยกำหนดให้ใช้วิธี FIFO ในการคำนวณต้นทุนสำหรับการขาย Crypto หลักการของ FIFO คือ Crypto ที่ซื้อก่อนจะถูกขายก่อน ตัวอย่างการคำนวณ สมมติว่าคุณซื้อ Bitcoin 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ซื้อ 0.5 BTC ราคา 800,000 บาท (ต้นทุน 1,600,000 บาทต่อ BTC) ครั้งที่ 2 ซื้อ 0.3 BTC ราคา 600,000 บาท (ต้นทุน 2,000,000 บาทต่อ BTC) ครั้งที่ 3 ซื้อ 0.2 BTC ราคา 500,000 บาท (ต้นทุน 2,500,000 บาทต่อ BTC) ต่อมาคุณขาย 0.6 BTC ที่ราคา 2,200,000 บาทต่อ BTC ได้เงิน 1,320,000 บาท ตาม FIFO ขายล็อตที่ 1 ก่อน 0.5 BTC ต้นทุน 800,000 บาท ขายได้ 0.5 x 2,200,000 = 1,100,000 บาท กำไร = 300,000 บาท ขายล็อตที่ 2 อีก 0.1 BTC ต้นทุน 0.1 x 2,000,000 = 200,000 บาท ขายได้ 0.1 x 2,200,000 = 220,000 บาท กำไร = 20,000 บาท กำไรรวม = 320,000 บาท ซึ่งเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี
สิ่งที่นับเป็นต้นทุน
ต้นทุนในการซื้อ Crypto ไม่ได้รวมแค่ราคาที่ซื้อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ค่าธรรมเนียมการซื้อ (Trading Fee) ที่ Exchange เรียกเก็บ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนได้ ค่าธรรมเนียมการโอน (Transfer Fee/Network Fee) ค่า Gas Fee ในการโอน Ethereum หรือค่า Network Fee ในการโอน Bitcoin การบันทึกต้นทุนเหล่านี้อย่างละเอียดจะช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% สำหรับ Crypto
การหักภาษี ณ ที่จ่ายจาก Exchange ไทย
ตามกฎหมาย ผู้จ่ายเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล (เช่น Exchange ที่ได้รับใบอนุญาต) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% จากกำไรที่จ่ายให้ผู้ขาย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การหักภาษี ณ ที่จ่ายจาก Exchange มีความซับซ้อน เพราะ Exchange อาจไม่ทราบต้นทุนที่แท้จริงของผู้ขาย (ถ้าซื้อจาก Exchange อื่นหรือได้รับ Crypto จากแหล่งอื่น) ดังนั้น ในปี 2026 แนวปฏิบัติส่วนใหญ่คือ Exchange จะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการจ่ายผลตอบแทน เช่น ดอกเบี้ยจากการฝาก Crypto ผลตอบแทนจาก Staking ส่วนกำไรจากการซื้อขาย (Capital Gains) ผู้ลงทุนต้องคำนวณและยื่นเสียภาษีด้วยตนเอง สิ่งสำคัญคือ ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว จะสามารถนำมาเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนยื่นแบบประจำปีได้
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากกำไร Crypto
อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (Progressive Tax Rate)
กำไรจาก Crypto ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่นๆ (เช่น เงินเดือน รายได้จากธุรกิจ) เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า ขั้นบันไดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2026 เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท อัตราภาษี 0% (ยกเว้น) เงินได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท อัตราภาษี 5% เงินได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท อัตราภาษี 10% เงินได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท อัตราภาษี 15% เงินได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท อัตราภาษี 20% เงินได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท อัตราภาษี 25% เงินได้สุทธิ 2,000,001-5,000,000 บาท อัตราภาษี 30% เงินได้สุทธิมากกว่า 5,000,000 บาท อัตราภาษี 35%
ตัวอย่างการคำนวณภาษีจากกำไร Crypto
สมมติว่าคุณเป็นพนักงานบริษัท มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน (รายได้ปี 600,000 บาท) และในปีนี้มีกำไรจากการขาย Crypto 200,000 บาท รายได้รวม = 600,000 + 200,000 = 800,000 บาท หักค่าใช้จ่าย เงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท = 100,000 บาท กำไร Crypto (ประเภท 40(4)) ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ แต่หักต้นทุนที่แท้จริงได้ (ซึ่งคำนวณแล้วเหลือกำไรสุทธิ 200,000 บาท) หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ = 800,000 – 100,000 – 60,000 = 640,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย 0-150,000 = 0 บาท 150,001-300,000 = 150,000 x 5% = 7,500 บาท 300,001-500,000 = 200,000 x 10% = 20,000 บาท 500,001-640,000 = 140,000 x 15% = 21,000 บาท ภาษีรวม = 48,500 บาท ถ้าถูกหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนไปแล้ว (เช่น 30,000 บาท) ต้องจ่ายเพิ่มอีก 18,500 บาท
การหักล้างผลขาดทุน (Loss Offset Rules)
กฎการหักล้างผลขาดทุนในปีเดียวกัน
ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร ผลขาดทุนจากการขาย Crypto สามารถนำมาหักล้างกับกำไรจากการขาย Crypto อื่นได้ ภายในปีภาษีเดียวกัน ตัวอย่าง ในปี 2026 คุณมี กำไรจากการขาย Bitcoin 300,000 บาท ขาดทุนจากการขาย Ethereum 100,000 บาท กำไรจากการขาย XRP 50,000 บาท กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี = 300,000 – 100,000 + 50,000 = 250,000 บาท ข้อจำกัดสำคัญ ผลขาดทุนไม่สามารถยกไปหักล้างในปีถัดไปได้ (No Loss Carry Forward) ถ้าปีนี้ขาดทุนสุทธิ ก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่ไม่สามารถนำผลขาดทุนนี้ไปหักจากกำไรปีหน้า ผลขาดทุนจาก Crypto ไม่สามารถหักล้างกับรายได้ประเภทอื่น เช่น เงินเดือน ได้ ดังนั้น การวางแผนขายเพื่อ Realize Loss (Tax Loss Harvesting) ภายในปีเดียวกันจึงสำคัญ ถ้าคุณมีกำไรจาก Crypto ตัวหนึ่ง และมี Unrealized Loss จากตัวอื่น อาจพิจารณาขายเพื่อ Realize Loss มาหักล้างกำไรก่อนสิ้นปี
การรายงานภาษี Crypto ในแบบ ภ.ง.ด.90/91
แบบ ภ.ง.ด.90 vs ภ.ง.ด.91
ภ.ง.ด.91 สำหรับผู้ที่มีเงินได้ประเภทเงินเดือนเพียงอย่างเดียว (ประเภทที่ 1) ถ้าคุณมีทั้งเงินเดือนและกำไร Crypto ต้องใช้ ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.90 สำหรับผู้ที่มีเงินได้หลายประเภท กำไร Crypto อยู่ในเงินได้ประเภทที่ 4 มาตรา 40(4)(ซ) (กำไรจากการขาย) และ 40(4)(ฌ) (ผลประโยชน์อื่น เช่น ดอกเบี้ย Staking)
วิธีกรอกแบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับรายได้จาก Crypto
ขั้นตอนที่ 1 รวบรวมข้อมูลการซื้อขาย Crypto ทั้งปี ดาวน์โหลดรายงานการซื้อขายจาก Exchange ที่ใช้ ตรวจสอบว่ามีการซื้อขายผ่านหลาย Exchange หรือไม่ รวบรวมข้อมูลจากทุก Exchange ขั้นตอนที่ 2 คำนวณกำไร/ขาดทุนจากทุกรายการ ใช้วิธี FIFO ในการจับคู่ต้นทุน คำนวณกำไร/ขาดทุนจากทุกรายการขายหรือแลกเปลี่ยน หักค่าธรรมเนียมการซื้อขายเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน ขั้นตอนที่ 3 รวมกำไรสุทธิ นำกำไรจากทุกรายการมารวมกัน หักล้างกับผลขาดทุน (ภายในปีเดียวกัน) ได้กำไรสุทธิที่ต้องรายงาน ขั้นตอนที่ 4 กรอกในแบบ ภ.ง.ด.90 กรอกกำไรสุทธิจาก Crypto ในช่องเงินได้ประเภทที่ 4 ระบุจำนวนเงินกำไรสุทธิ เงินได้ประเภทที่ 4 ไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ แต่สามารถหักต้นทุนที่แท้จริงตามที่คำนวณได้ (ซึ่งหักไปแล้วในขั้นตอนที่ 2) ขั้นตอนที่ 5 ยื่นแบบและชำระภาษี ยื่นผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) กำหนดยื่น มีนาคมของปีถัดไป (ยื่นออนไลน์ขยายถึง 8 เมษายน) นำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายมาเครดิตหักออก จ่ายภาษีส่วนที่เหลือ
การเก็บบันทึกข้อมูล (Record Keeping)
ข้อมูลที่ต้องเก็บ
กรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบหลักฐานการซื้อขาย Crypto ย้อนหลังได้ถึง 5 ปี (กรณีทั่วไป) หรือ 10 ปี (กรณีไม่ได้ยื่นแบบ) ดังนั้น คุณต้องเก็บข้อมูลต่อไปนี้อย่างรอบคอบ รายการซื้อทุกรายการ วันที่ จำนวน ราคาที่ซื้อ ค่าธรรมเนียม Exchange ที่ใช้ รายการขายทุกรายการ วันที่ จำนวน ราคาที่ขาย ค่าธรรมเนียม กำไร/ขาดทุนที่คำนวณได้ รายการแลกเปลี่ยน Crypto-to-Crypto วันที่ จำนวน Crypto ที่แลก มูลค่า ณ ขณะนั้น รายการรับ Crypto จากแหล่งอื่น Airdrop Mining Staking Reward แหล่งที่มา มูลค่า ณ วันที่ได้รับ รายการโอนระหว่าง Wallet วันที่ จาก-ไป จำนวน (เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่การขาย) หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ถ้ามี)
วิธีจัดเก็บบันทึกอย่างมีระบบ
ดาวน์โหลด Transaction History จาก Exchange ทุก Exchange ที่ใช้จะมีฟีเจอร์ดาวน์โหลดประวัติการซื้อขายเป็นไฟล์ CSV หรือ Excel ควรดาวน์โหลดทุกสิ้นปีภาษี สร้างตารางคำนวณ ใช้ Google Sheets หรือ Excel สร้างตารางคำนวณกำไร/ขาดทุนตามวิธี FIFO คอลัมน์ที่ควรมี ได้แก่ วันที่ ประเภท (ซื้อ/ขาย/แลก) เหรียญ จำนวน ราคาต่อหน่วย (บาท) มูลค่ารวม (บาท) ค่าธรรมเนียม ต้นทุน (FIFO) กำไร/ขาดทุน ใช้เครื่องมือคำนวณภาษี Crypto มีเครื่องมือออนไลน์และซอฟต์แวร์หลายตัวที่ช่วยคำนวณภาษี Crypto เช่น CoinTracker, Koinly, TokenTax ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับ Exchange ต่างๆ ดึงข้อมูลการซื้อขาย และคำนวณกำไร/ขาดทุนตาม FIFO อัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบว่ารองรับ Exchange ไทยหรือไม่ เก็บสำรองข้อมูลหลายที่ เก็บทั้งบน Cloud (Google Drive, OneDrive) และ Local (USB, Hard Drive) เผื่อกรณีที่ Exchange ปิดตัวหรือเข้าไม่ได้
ภาษีสำหรับ DeFi: Staking, Yield Farming, Lending
Staking Reward
การ Staking คือการล็อก Crypto ไว้ในเครือข่าย Blockchain เพื่อช่วยยืนยันธุรกรรม และได้รับ Reward เป็นการตอบแทน Staking Reward ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี มูลค่าของ Reward ณ วันที่ได้รับ (ราคาตลาด) ถือเป็นเงินได้ จัดอยู่ในเงินได้มาตรา 40(4)(ฌ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการถือครองโทเคนดิจิทัล ตัวอย่าง คุณ Stake 10 ETH ได้ Reward 0.5 ETH ราคา ETH ณ วันที่ได้รับ = 100,000 บาท มูลค่า Reward = 0.5 x 100,000 = 50,000 บาท เงินได้ที่ต้องเสียภาษี = 50,000 บาท เมื่อคุณขาย ETH ที่ได้จาก Staking ในภายหลัง ต้นทุนของ ETH นั้นคือมูลค่า ณ วันที่ได้รับ (100,000 บาทต่อ ETH) กำไร/ขาดทุนจากการขาย = ราคาขาย – 100,000 บาทต่อ ETH
Yield Farming
Yield Farming เป็นกิจกรรมบน DeFi ที่คุณนำ Crypto ไปเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) ให้กับ Decentralized Exchange (DEX) และได้รับ Token เป็นผลตอบแทน ในแง่ภาษี ผลตอบแทนจาก Yield Farming ถือเป็นเงินได้เช่นเดียวกับ Staking มูลค่า ณ วันที่ได้รับ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ความท้าทายคือ ผลตอบแทนจาก Yield Farming อาจเข้ามาทุกวันหรือทุกบล็อก ทำให้การบันทึกข้อมูลซับซ้อนมาก ในทางปฏิบัติ อาจใช้วิธีบันทึกรวมเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส โดยใช้ราคาเฉลี่ยในช่วงเวลานั้น
Lending (การให้กู้ยืม Crypto)
การให้กู้ยืม Crypto ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อรับดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่ได้รับถือเป็นเงินได้ มาตรา 40(4)(ฌ) ต้องเสียภาษีตามมูลค่า ณ วันที่ได้รับ ถ้าเป็นแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในไทย อาจถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ซึ่งสามารถนำมาเครดิตตอนยื่นแบบได้
Airdrop และ Fork: ต้องเสียภาษีอย่างไร
Airdrop
Airdrop คือการแจก Crypto ฟรีให้กับผู้ใช้ มักเป็นกลยุทธ์การตลาดของโปรเจกต์ใหม่ ในแง่ภาษี ถ้า Airdrop มีมูลค่าทางตลาด (สามารถซื้อขายได้) มูลค่า ณ วันที่ได้รับ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี จัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 8 มาตรา 40(8) เงินได้อื่น ถ้า Airdrop ยังไม่มีมูลค่าทางตลาด (ไม่สามารถซื้อขายได้) อาจยังไม่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อขายจะต้องเสียภาษีจากรายได้ที่ได้รับ (ต้นทุน = 0) ตัวอย่าง ได้รับ Airdrop 1,000 Token X ราคา ณ วันที่ได้รับ 10 บาทต่อ Token เงินได้ที่ต้องเสียภาษี = 10,000 บาท ต่อมาขาย 1,000 Token X ที่ราคา 50 บาท กำไรจากการขาย = (50-10) x 1,000 = 40,000 บาท (ต้องเสียภาษีอีกรอบ)
Fork (การแยกสาย Blockchain)
Fork เกิดขึ้นเมื่อ Blockchain แยกสายออกเป็น 2 สาย ทำให้ผู้ถือ Crypto ได้รับ Crypto ใหม่ เช่น Bitcoin Cash ที่เกิดจากการ Fork ของ Bitcoin ในแง่ภาษี ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนจากกรมสรรพากรไทย แต่แนวทางที่ปลอดภัยคือ ถือว่ามูลค่า ณ วันที่ได้รับ Crypto จาก Fork เป็นเงินได้ เมื่อขาย ให้ใช้มูลค่า ณ วันที่ได้รับเป็นต้นทุน
ภาษีจากการขุด Crypto (Mining)
Mining Income
การขุด Crypto (Mining) ในประเทศไทยมีแนวปฏิบัติทางภาษีดังนี้ รายได้จากการขุดถือเป็นเงินได้ จัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 8 มาตรา 40(8) มูลค่าของ Crypto ที่ขุดได้ ณ วันที่ได้รับ ถือเป็นเงินได้ สามารถหักค่าใช้จ่ายจริงที่เกี่ยวข้องกับการขุดได้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าอุปกรณ์ (คิดเป็นค่าเสื่อมราคา) ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าสถานที่ หรือจะเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% ก็ได้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) เมื่อขาย Crypto ที่ขุดได้ ต้นทุนคือมูลค่า ณ วันที่ขุดได้ กำไร/ขาดทุน = ราคาขาย – มูลค่า ณ วันที่ขุดได้ ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน อัตราภาษี 20% ของกำไรสุทธิ
ภาษี NFT ในประเทศไทย
NFT ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่
NFT (Non-Fungible Token) มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจาก Cryptocurrency ทั่วไป เพราะไม่สามารถแลกเปลี่ยนเท่าเทียมกันได้ (Non-Fungible) อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ไทยได้จัดให้ NFT บางประเภทเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้กฎหมาย ในแง่ภาษี กำไรจากการขาย NFT ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่ว่าจะจัดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ ถ้าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล จัดอยู่ในมาตรา 40(4)(ซ)/(ฌ) ถ้าไม่ใช่สินทรัพย์ดิจิทัล จัดอยู่ในมาตรา 40(8) เงินได้อื่น การคำนวณกำไรจาก NFT กำไร = ราคาขาย – ต้นทุนการซื้อ – ค่าธรรมเนียม (Gas Fee, Platform Fee) ถ้าเป็นศิลปินที่สร้างและขาย NFT ถือเป็นรายได้จากอาชีพ อาจจัดอยู่ในมาตรา 40(2) หรือ 40(8)
การซื้อขาย Crypto-to-Crypto: กฎภาษีที่ซับซ้อน
ทุกครั้งที่แลก Crypto เป็น Crypto ถือเป็นเหตุการณ์ทางภาษี
นี่เป็นจุดที่หลายคนไม่รู้หรือมองข้าม เมื่อคุณแลก Bitcoin เป็น Ethereum บน Exchange ภาษีจะถือเสมือนว่าคุณขาย Bitcoin เป็นเงินบาทก่อน (ตามราคาตลาด ณ เวลานั้น) แล้วซื้อ Ethereum ด้วยเงินบาท กำไรจากการ “ขาย” Bitcoin ต้องเสียภาษี ต้นทุนของ Ethereum ที่ได้มา = มูลค่าบาท ณ เวลาที่แลก ตัวอย่าง ซื้อ 1 BTC ที่ 1,500,000 บาท ต่อมาแลก 1 BTC เป็น 20 ETH เมื่อราคา BTC = 2,000,000 บาท กำไรจากการ “ขาย” BTC = 2,000,000 – 1,500,000 = 500,000 บาท (ต้องเสียภาษี) ต้นทุนของ 20 ETH = 2,000,000 บาท (100,000 บาทต่อ ETH) ดังนั้น ถ้าคุณเทรดบ่อยๆ ด้วยการแลก Crypto เป็น Crypto จะมีเหตุการณ์ทางภาษีเกิดขึ้นทุกครั้ง ซึ่งอาจทำให้มีภาระภาษีมากแม้ว่าจะไม่ได้ถอนเงินบาทออกมาเลย
บทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (Penalties)
ค่าปรับและเงินเพิ่ม
การไม่ยื่นแบบภาษีหรือยื่นไม่ถูกต้อง มีบทลงโทษดังนี้ ไม่ยื่นแบบภายในกำหนด ค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย ยื่นแบบแต่เสียภาษีไม่ครบ เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่จ่ายขาด ตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดยื่นแบบ หลีกเลี่ยงภาษี (เจตนา) ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลจาก Exchange ที่ได้รับใบอนุญาต ในปี 2026 กรมสรรพากรมีระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ Exchange มากขึ้น ดังนั้น การคิดว่า “ไม่มีใครรู้” จึงเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า
กลยุทธ์วางแผนภาษี Crypto อย่างถูกกฎหมาย
1. Tax Loss Harvesting
ขาย Crypto ที่ขาดทุนก่อนสิ้นปี เพื่อ Realize Loss มาหักล้างกับกำไร ลดภาระภาษีในปีนั้น ตัวอย่าง คุณมีกำไรจาก BTC 500,000 บาท และมี Unrealized Loss จาก ETH 200,000 บาท ถ้าขาย ETH ก่อนสิ้นปี จะเหลือกำไรสุทธิ 300,000 บาท ภาษีลดลงอย่างมาก คุณสามารถซื้อ ETH กลับได้ทันที (ไม่มี Wash Sale Rule ในกฎหมายไทย)
2. Timing การขาย
ถ้ามีกำไรมากในปีนี้ อาจพิจารณาเลื่อนการขายบางส่วนไปปีหน้า เพื่อกระจายกำไรออกเป็น 2 ปีภาษี ลดอัตราภาษีขั้นบันได ตัวอย่าง ถ้ากำไรรวม 2,000,000 บาท ขายปีนี้ทั้งหมด อาจโดนอัตราภาษีสูงถึง 30% ถ้าแบ่งขายปีละ 1,000,000 บาท จะอยู่ที่อัตรา 25% ประหยัดภาษีได้มาก
3. ใช้สิทธิ์ลดหย่อนให้เต็ม
ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีทุกรายการที่มีสิทธิ์ เพื่อลดเงินได้สุทธิและลดภาษี ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท (ถ้ามี) ลดหย่อนบุตร 30,000 บาทต่อคน ลดหย่อนประกันชีวิต สูงสุด 100,000 บาท ลดหย่อนกองทุน SSF/RMF ตามเกณฑ์ ลดหย่อนเงินบริจาค ลดหย่อนดอกเบี้ยบ้าน สูงสุด 100,000 บาท
4. พิจารณาจัดตั้งนิติบุคคล
ถ้ามีรายได้จาก Crypto สูงมาก (เช่น มากกว่า 2-3 ล้านบาทต่อปี) อาจพิจารณาจัดตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกรรม Crypto ภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) แต่มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งและดูแลบริษัท ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี และต้องปฏิบัติตามกฎหมายนิติบุคคล ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
5. บันทึกต้นทุนอย่างละเอียด
ยิ่งบันทึกต้นทุนได้ครบถ้วนมากเท่าไร กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีก็ยิ่งลดลง อย่าลืมรวมค่าธรรมเนียมการซื้อขาย ค่า Gas Fee ค่าโอน เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน
สถานะ VAT สำหรับ Crypto
ยกเว้น VAT สำหรับการซื้อขาย Crypto บน Exchange ที่ได้รับอนุญาต
ในปี 2022 คณะรัฐมนตรีมีมติยกเว้น VAT สำหรับการซื้อขาย Crypto ผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. มาตรการนี้ยังคงมีผลบังคับใช้ในปี 2026 (ตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสรรพากร) หมายความว่า การซื้อขาย Crypto บน Bitkub, Satang หรือ Exchange ที่ได้รับอนุญาตในไทย ไม่ต้องเสีย VAT 7% แต่การซื้อขายบน Exchange ต่างประเทศ (เช่น Binance) หรือ DEX อาจไม่ได้รับการยกเว้น VAT ดังนั้น การใช้ Exchange ที่ได้รับอนุญาตในไทยจึงมีข้อดีด้าน VAT
เครื่องมือช่วยคำนวณและยื่นภาษี Crypto
ซอฟต์แวร์และเครื่องมือที่แนะนำ
ในปี 2026 มีเครื่องมือหลายตัวที่ช่วยนักลงทุน Crypto คำนวณภาษีได้ง่ายขึ้น เครื่องมือจาก Exchange ไทย Bitkub และ Exchange อื่นๆ มีฟีเจอร์ดาวน์โหลดรายงานการซื้อขายและรายงานภาษีสรุปกำไร/ขาดทุนประจำปี ซอฟต์แวร์ Crypto Tax สากล CoinTracker รองรับ Exchange หลายแห่ง คำนวณกำไร/ขาดทุนอัตโนมัติ ส่งออกรายงานภาษี Koinly รองรับ DeFi, NFT, หลาย Blockchain คำนวณตาม FIFO อัตโนมัติ TokenTax เชื่อมต่อกับ Exchange อัตโนมัติ คำนวณภาษีหลายวิธี Google Sheets หรือ Excel สำหรับคนที่ต้องการควบคุมการคำนวณเอง สร้างสูตร FIFO เอง มี Template ฟรีให้ดาวน์โหลดจากหลายเว็บไซต์ ที่ปรึกษาภาษี ถ้ามีธุรกรรมซับซ้อนมาก (DeFi, หลาย Chain, มูลค่าสูง) แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Crypto โดยเฉพาะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าซื้อ Crypto แต่ไม่ได้ขาย ต้องเสียภาษีไหม
ไม่ต้อง ถ้าแค่ซื้อและถือ (HODL) ไม่ได้ขายหรือแลก ยังไม่มีกำไรที่ต้องเสียภาษี (Unrealized Gain) ภาษีจะเกิดเมื่อคุณขาย แลก หรือใช้จ่าย Crypto เท่านั้น
ถ้ากำไรน้อยมาก ต้องยื่นภาษีไหม
ถ้ารายได้รวมทั้งปี (รวมทุกแหล่ง) ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบ ไม่ต้องยื่น แต่ถ้ามีรายได้ถึงเกณฑ์ (เช่น มีเงินเดือน) ต้องนำกำไร Crypto ไปรวมยื่นด้วย แม้จะเป็นจำนวนเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม กำไร Crypto หลังรวมกับรายได้อื่นแล้ว ถ้าเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษี (ได้รับยกเว้น)
ถ้าซื้อขายบน Exchange ต่างประเทศ ต้องเสียภาษีไทยไหม
ต้อง ถ้าคุณเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อยู่ในไทย 180 วันขึ้นไป) กำไรจากการซื้อขาย Crypto ไม่ว่าจะผ่าน Exchange ไหนก็ตาม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีไทย แต่ในทางปฏิบัติ กรมสรรพากรอาจตรวจสอบ Exchange ต่างประเทศได้ยากกว่า Exchange ในประเทศ อย่างไรก็ตาม การไม่รายงานถือเป็นการเลี่ยงภาษี ซึ่งมีบทลงโทษทางกฎหมาย
เงิน Crypto ที่ได้จากต่างประเทศ เช่น Airdrop จากโปรเจกต์ต่างชาติ
ตามกฎหมายภาษีไทยที่มีผลบังคับใช้ รายได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับที่ได้รับ ต้องเสียภาษี ดังนั้น ถ้าคุณได้รับ Airdrop จากต่างประเทศ และนำเงินเข้ามาในไทย (หรือขายแล้วโอนเงินเข้าบัญชีไทย) ในปีเดียวกัน ต้องเสียภาษี
สรุป: ปฏิบัติให้ถูกต้อง สบายใจ ไม่มีปัญหา
ภาษี Crypto ในประเทศไทยอาจดูซับซ้อน แต่หากเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว ก็ไม่ได้ยากเกินไป สรุปสิ่งสำคัญ กำไรจาก Crypto ทุกประเภทต้องเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นการขาย แลก ใช้จ่าย หรือรับผลตอบแทน ใช้วิธี FIFO ในการคำนวณต้นทุน หักล้างผลขาดทุนได้ภายในปีเดียวกัน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 นำกำไร Crypto ไปรวมกับเงินได้อื่น เสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า เก็บบันทึกข้อมูลการซื้อขายอย่างละเอียด อย่างน้อย 5 ปี ใช้กลยุทธ์วางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย เช่น Tax Loss Harvesting กระจายกำไรข้ามปี ใช้สิทธิ์ลดหย่อนให้เต็ม การเสียภาษีอย่างถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังช่วยให้คุณมีสุขภาพทางการเงินที่ดี สามารถ ลงทุน ได้อย่างสบายใจ และหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


