🏠 Siam2Rich 📈 iCafeForex 💻 SiamCafe Blog 🖥️ SiamLancard
Home » ประวัติตลาดหุ้นไทย SET บทเรียนจากวิกฤตและโอกาสที่นักลงทุนต้องรู้ 2026

ประวัติตลาดหุ้นไทย SET บทเรียนจากวิกฤตและโอกาสที่นักลงทุนต้องรู้ 2026

by bom

กำเนิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (The Stock Exchange of Thailand: SET) เปิดทำการซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) นับเป็นก้าวสำคัญของตลาดทุนไทย ก่อนหน้านั้นประเทศไทยมีตลาดหุ้นไม่เป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2505 แต่ขาดระบบและกฎระเบียบที่เหมาะสม วันเปิดทำการแรก มีหุ้นจดทะเบียนเพียง 14 บริษัท มูลค่าการซื้อขายวันแรกเพียงไม่กี่ล้านบาท ดัชนี SET Index เริ่มต้นที่ 100 จุด สถานที่ทำการแห่งแรกอยู่ที่อาคารศูนย์การค้าสีลมคอมเพล็กซ์ ก่อนย้ายมาที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก ในเวลาต่อมา

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง SET คือเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนให้กับภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการลงทุน สร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ พัฒนาตลาดทุนไทยให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ ในช่วงแรก SET ดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 ก่อนจะปรับปรุงเป็นพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่ใช้เป็นแม่แบบจนถึงปัจจุบัน

ทศวรรษแรก (1975-1985): ช่วงบุกเบิก

ทศวรรษแรกของ SET เป็นช่วงของการวางรากฐาน จำนวนบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จาก 14 บริษัทในปี 2518 เป็นประมาณ 90 บริษัทในปี 2528 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยยังไม่สูงนัก เนื่องจากประชาชนยังไม่คุ้นเคยกับการลงทุนในหุ้น ดัชนี SET Index ผันผวนอยู่ในกรอบ 80-250 จุด ช่วงนี้มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่าง เช่น การเปิดตัวระบบ ASSET (Automated System for the Stock Exchange of Thailand) ระบบการซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยในยุคนั้น การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในปี 2535 เพื่อกำกับดูแลตลาดทุน

ในช่วงนี้เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก อุตสาหกรรมเริ่มเติบโตจากนโยบายส่งเสริมของรัฐบาล หุ้นกลุ่มธนาคารและการเงินเป็นกลุ่มหลักในตลาด นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นสถาบันและนักธุรกิจ นักลงทุนรายย่อยยังมีจำนวนน้อย บทเรียนจากยุคนี้คือตลาดต้องใช้เวลาในการเติบโต ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนสร้างไม่ได้ในวันเดียว ต้องมีกฎระเบียบที่เหมาะสมและการกำกับดูแลที่ดี

ยุคทอง (1986-1996): SET พุ่งทะยาน

ปัจจัยที่ขับเคลื่อน

ช่วงปี 2529-2539 เป็น ยุคทองของตลาดหุ้นไทย เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว GDP โตเฉลี่ย 8-10% ต่อปี ได้รับฉายาว่า “เสือตัวที่ห้าของเอเชีย” (Fifth Tiger Economy) ปัจจัยที่ขับเคลื่อน การย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นมาไทย (หลังข้อตกลง Plaza Accord 1985 ที่ทำให้เยนแข็งค่า) เงินทุนต่างชาติไหลเข้าจำนวนมหาศาล ภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตอย่างร้อนแรง นโยบายเปิดเสรีทางการเงิน (BIBF) ที่ทำให้เงินกู้ต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามา

ดัชนี SET Index พุ่งจากประมาณ 200 จุดในปี 2529 ไปแตะจุดสูงสุดที่ 1,753.73 จุด ในวันที่ 4 มกราคม 2537 (ค.ศ. 1994) ซึ่งเป็นจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่อยู่ได้นานหลายทศวรรษ เพิ่มขึ้นเกือบ 9 เท่าในเวลาไม่ถึง 10 ปี จำนวนบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยพุ่งขึ้นหลายเท่า นักลงทุนรายย่อยเข้ามาเล่นหุ้นกันอย่างคึกคัก ห้องค้า (Trading Room) ของโบรกเกอร์เต็มไปด้วยผู้คน หลายคนลาออกจากงานมาเล่นหุ้นเต็มเวลา

สัญญาณเตือนที่ถูกมองข้าม

ก่อนวิกฤต มีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่ถูกมองข้าม หนี้ต่างประเทศของไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น ค่าเงินบาทผูกกับตะกร้าสกุลเงินโดยมีดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลหลัก ทำให้ค่าเงินแข็งเกินจริง ภาคอสังหาริมทรัพย์สร้างมากเกินความต้องการ (Oversupply) สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อหละหลวม ไม่ตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้อย่างเข้มงวด ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง นักเก็งกำไรต่างชาติเริ่มโจมตีค่าเงินบาท บทเรียนสำคัญคือ เมื่อทุกคนมั่นใจมากเกินไป และราคาสินทรัพย์พุ่งไม่สมเหตุสมผล นั่นคือสัญญาณของฟองสบู่

วิกฤตต้มยำกุ้ง 1997: จุดเปลี่ยนที่เจ็บปวด

ลำดับเหตุการณ์

วิกฤตต้มยำกุ้ง เป็นวิกฤตการเงินที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เริ่มจากปัญหาสถาบันการเงิน ธนาคารเอกชนและบริษัทเงินทุนปล่อยสินเชื่อเกินตัว โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ เมื่อฟองสบู่อสังหาฯ แตก สินเชื่อกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) จำนวนมหาศาล

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ ต้นปี 2540 นักเก็งกำไรนำโดย George Soros โจมตีค่าเงินบาทอย่างหนัก ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศปกป้องค่าเงินบาท แต่สูญเสียทุนสำรองไปจำนวนมาก วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 รัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จากระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่เป็นลอยตัวแบบจัดการ (Managed Float) ค่าเงินบาทร่วงจาก 25 บาทต่อดอลลาร์ ไปถึงจุดต่ำสุดที่ประมาณ 56 บาทต่อดอลลาร์ ในเดือนมกราคม 2541 ลดลงกว่า 50%

ผลกระทบต่อตลาดหุ้น SET Index ร่วงจากประมาณ 830 จุด ในต้นปี 2540 ลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ประมาณ 207 จุด ในเดือนกันยายน 2541 ลดลงกว่า 75% จากจุดสูงสุดที่ 1,753 จุดในปี 2537 ตลาดสูญเสียมูลค่าไปเกือบ 90% ธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งถูกปิดหรือควบรวม สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ต้องเข้ามาช่วยเหลือ รัฐบาลต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) วงเงิน 17,200 ล้านดอลลาร์ ด้วยเงื่อนไขที่เข้มงวด

ผลกระทบต่อชีวิตคนไทย

วิกฤตต้มยำกุ้งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตคนไทย อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นหลายเท่า ธุรกิจจำนวนมากล้มละลาย คนที่เล่นหุ้นสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต คนที่กู้เงินซื้อบ้านต้องถูกยึดทรัพย์เพราะผ่อนไม่ไหว ค่าเงินบาทที่อ่อนลงทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้นมาก ค่าครองชีพสูงขึ้นในขณะที่รายได้ลดลง ธุรกิจส่งออกกลับได้ประโยชน์จากค่าเงินอ่อน กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงฟื้นตัว

บทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้ง

บทเรียนสำคัญจากวิกฤตปี 2540 ที่นักลงทุนต้องจดจำ 1. อย่ากู้ยืมมาลงทุน (Leverage) มากเกินไป เมื่อตลาดลง Leverage จะขยายผลขาดทุนจนอาจสูญเสียทุกอย่าง 2. กระจายความเสี่ยง อย่าลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวหรือประเทศเดียว 3. สังเกตสัญญาณเตือน หนี้ต่างประเทศสูง ค่าเงินแข็งเกินจริง ฟองสบู่อสังหาฯ ล้วนเป็นสัญญาณ 4. มีเงินสำรองให้พอ ในวิกฤต คนที่มีเงินสดสามารถซื้อสินทรัพย์ราคาถูกได้ 5. อย่าตื่นตระหนก คนที่อดทนถือหุ้นต่อเนื่องหลังวิกฤต (โดยเฉพาะหุ้นบริษัทที่มีฐานะดี) ได้กำไรมหาศาลในระยะยาว 6. วิกฤตทุกครั้งมีจุดจบ SET ฟื้นตัวจาก 207 จุด กลับขึ้นมาเหนือ 1,000 จุดในที่สุด

การฟื้นตัวและการปฏิรูป (1999-2007)

หลังวิกฤต ตลาดหุ้นไทยค่อยๆ ฟื้นตัว พร้อมกับการปฏิรูปครั้งใหญ่ การปฏิรูปสถาบันการเงิน ธนาคารที่อ่อนแอถูกปิดหรือควบรวม กฎระเบียบการปล่อยสินเชื่อเข้มงวดขึ้น มาตรฐานการบัญชีปรับให้สอดคล้องกับสากล การพัฒนาตลาดทุน เปิดตัว mai (ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ) ในปี 2542 สำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง พัฒนาระบบการซื้อขายให้ทันสมัย เปิดให้ซื้อขาย ETF ครั้งแรก เริ่มมีอนุพันธ์ (Derivatives) เช่น SET50 Futures

ดัชนี SET Index ค่อยๆ ฟื้นตัว จากจุดต่ำสุด 207 จุดในปี 2541 ขึ้นมาถึงประมาณ 900 จุดในปี 2550 ก่อนจะเผชิญกับวิกฤตอีกครั้ง ช่วงนี้หุ้นกลุ่มพลังงานกลายเป็นหัวใจสำคัญของตลาด โดยเฉพาะ PTT (ปตท.) ที่เข้าจดทะเบียนในปี 2544 และกลายเป็นหุ้นที่มี Market Cap ใหญ่ที่สุดในตลาด หุ้นกลุ่มธนาคารฟื้นตัวจากการปฏิรูป และนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาลงทุนในตลาดไทยอีกครั้ง

วิกฤตการเงินโลก 2008: ผลกระทบต่อ SET

ต้นเหตุจากอเมริกา

วิกฤตซับไพรม์ (Subprime Crisis) เริ่มจากปัญหาสินเชื่อบ้านด้อยคุณภาพในสหรัฐอเมริกา สถาบันการเงินขนาดใหญ่ล้มละลาย Lehman Brothers ล้มในเดือนกันยายน 2008 สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงพร้อมกัน สภาพคล่องหายจากระบบ นักลงทุนแห่ขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท

ผลกระทบต่อ SET

SET Index ร่วงจากประมาณ 860 จุดในต้นปี 2008 ลงไปที่ 385 จุดในเดือนตุลาคม 2008 ลดลงประมาณ 55% แม้จะเจ็บปวด แต่ผลกระทบต่อไทยน้อยกว่าวิกฤตปี 97 มาก เพราะสถาบันการเงินไทยแข็งแกร่งกว่า (ผ่านการปฏิรูปมาแล้ว) ไทยมีหนี้ต่างประเทศน้อยกว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูง ปัญหาหลักมาจากภายนอก (สหรัฐ) ไม่ใช่ภายในประเทศ SET ฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว กลับมาเหนือ 700 จุดภายในปลายปี 2009

บทเรียนจากวิกฤต 2008

บทเรียนสำคัญ 1. โลกเชื่อมต่อกัน วิกฤตในประเทศหนึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก การกระจายความเสี่ยงข้ามประเทศอาจไม่ช่วยในวิกฤตระดับโลก 2. สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มีความสำคัญ ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล เป็นที่หลบภัยในวิกฤต 3. ธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญ การอัดฉีดสภาพคล่องของ Fed ช่วยพยุงตลาดไม่ให้ล่มสลาย 4. คนที่กล้าซื้อในวิกฤตได้กำไรมหาศาล นักลงทุนที่ซื้อหุ้นที่ SET 385 จุด ได้กำไรหลายเท่าในปีถัดมา

วิกฤตการเมืองไทย 2013-2014

ประเทศไทยเผชิญกับ ความไม่สงบทางการเมือง ในปี 2556-2557 มีการชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ของ กปปส. ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองยืดเยื้อหลายเดือน จนถึงการรัฐประหารโดย คสช. ในเดือนพฤษภาคม 2557 ผลกระทบต่อตลาดหุ้นค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจ SET Index ลดลงประมาณ 10-15% ในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงสุด แล้วฟื้นตัวกลับค่อนข้างเร็วหลังสถานการณ์คลี่คลาย

บทเรียนคือ วิกฤตการเมืองมักส่งผลต่อตลาดหุ้นในระยะสั้นเท่านั้น เว้นแต่จะลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ นักลงทุนที่มีวินัยไม่ควรตื่นตระหนกกับข่าวการเมือง แต่ควรประเมินว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงมากน้อยแค่ไหน หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองมากที่สุดคือกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ ส่วนหุ้นส่งออกมักได้รับผลกระทบน้อยกว่า

SET ทะลุ 1,700 จุด (2017-2018): ใกล้ All-Time High

ในปี 2561 SET Index พุ่งขึ้นไปแตะ 1,852 จุด ในเดือนมกราคม 2561 ทำลายสถิติ All-Time High ที่ 1,753 จุดในปี 2537 (24 ปีก่อน) เป็นครั้งแรก ปัจจัยที่ขับเคลื่อน เศรษฐกิจไทยเติบโตดี การส่งออกแข็งแกร่ง การท่องเที่ยวบูม นโยบาย EEC (โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) เงินทุนต่างชาติไหลเข้า หุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และ Commerce เป็นกลุ่มนำ

อย่างไรก็ตาม หลังทำ All-Time High ตลาดก็ปรับตัวลดลง จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และนักลงทุนต่างชาติทยอยขายออก บทเรียนคือ การทำ All-Time High ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะขึ้นต่อเสมอ เมื่อทุกคนตื่นเต้นกับ New High นั่นอาจเป็นจังหวะที่ควรระวัง ไม่ใช่จังหวะที่ควรเข้าซื้ออย่างก้าวร้าว

วิกฤต COVID-19 2020: การร่วงที่เร็วที่สุด การฟื้นตัวที่น่าทึ่ง

การร่วงในเวลาไม่ถึงเดือน

การระบาดของ COVID-19 สร้างผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างรุนแรงและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ SET Index ร่วงจากประมาณ 1,560 จุด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ลงมาแตะ 969 จุด ในวันที่ 23 มีนาคม 2563 ลดลง 38% ในเวลาเพียง 1 เดือนเศษ ตลาดต้อง Circuit Breaker (หยุดพักการซื้อขายชั่วคราว) หลายครั้ง เพราะราคาหุ้นร่วงเร็วเกินกำหนด มูลค่าการซื้อขายพุ่งสูงขึ้นจากแรงขายที่ตื่นตระหนก

สาเหตุของการร่วงแรง ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการระบาดของโรค ไม่มีวัคซีน ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร รัฐบาลทั่วโลกประกาศ Lockdown ปิดประเทศ เศรษฐกิจหยุดชะงักทันที ภาคท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของเศรษฐกิจไทย ได้รับผลกระทบรุนแรงมาก ราคาน้ำมันร่วงหนัก (WTI ลงถึงติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์) กดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน

การฟื้นตัวที่น่าทึ่ง

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นน่าอัศจรรย์ SET ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด 969 จุด กลับขึ้นมาเหนือ 1,400 จุดภายในปลายปี 2563 และต่อเนื่องขึ้นมาถึง 1,600 จุดในปี 2564 ปัจจัยที่ช่วยฟื้นตัว ธนาคารกลางทั่วโลก (รวมถึง ธปท.) ลดดอกเบี้ยและอัดฉีดสภาพคล่องมหาศาล รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ การพัฒนาวัคซีน COVID-19 สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว นักลงทุนรายย่อยเข้ามาในตลาดจำนวนมาก (เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้นหลายแสนบัญชี)

บทเรียนจาก COVID-19

1. ตลาดฟื้นตัวเร็วกว่าที่คิด แม้วิกฤตจะดูรุนแรง แต่ตลาดหุ้นมักฟื้นตัวก่อนเศรษฐกิจจริง เพราะตลาดมองไปข้างหน้า 2. นักลงทุนที่ซื้อในช่วงตลาดตื่นตระหนกได้กำไรมหาศาล คนที่ซื้อ SET ที่ 969 จุด ได้กำไร 60% ในเวลาไม่ถึงปี 3. DCA ทำงานได้ดีในวิกฤต คนที่ DCA ต่อเนื่องตลอดช่วง COVID ได้ซื้อหน่วยลงทุนราคาถูกจำนวนมาก 4. ไม่มีใครจับจังหวะตลาดได้แม่นยำ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า 23 มีนาคม จะเป็นจุดต่ำสุด ระบบ DCA อัตโนมัติจึงดีกว่าการคาดเดา 5. สภาพคล่องคือกษัตริย์ (Cash is King) ในช่วงวิกฤต คนที่มีเงินสดพร้อมใช้จะมีข้อได้เปรียบมหาศาล

SET Index All-Time Highs และ Lows ที่สำคัญ

ตลอดประวัติศาสตร์กว่า 50 ปี SET Index มีจุดสูงสุดและต่ำสุดที่สำคัญดังนี้ จุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) 1,852 จุด (มกราคม 2561) จุดสูงสุดก่อนหน้า 1,753 จุด (มกราคม 2537) จุดต่ำสุดที่สำคัญ 207 จุด (กันยายน 2541 วิกฤตต้มยำกุ้ง) 385 จุด (ตุลาคม 2551 วิกฤตการเงินโลก) 969 จุด (มีนาคม 2563 COVID-19) ข้อสังเกตที่น่าสนใจ จุดต่ำสุดยกตัวขึ้นเรื่อยๆ ทุกวิกฤต (207 จุด เพิ่มเป็น 385 จุด เพิ่มเป็น 969 จุด) แสดงว่าตลาดมีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว แม้จะมีวิกฤตเป็นระยะ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย

ยุค 1990s: ธนาคารและอสังหาฯ ครองตลาด

ในยุค 1990s หุ้นกลุ่ม ธนาคาร การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ ครองสัดส่วนใหญ่ของ SET Index ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นหุ้น Blue Chip ที่นักลงทุนทุกคนรู้จัก บริษัทอสังหาฯ เช่น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ มีมูลค่าตลาดสูง หุ้นกลุ่มสื่อสาร เช่น ชินคอร์ปอเรชั่น เริ่มเข้ามามีบทบาท

ยุค 2000s: พลังงานขึ้นครองตลาด

หลังจาก PTT (ปตท.) เข้าจดทะเบียนในปี 2544 หุ้นกลุ่ม พลังงาน กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในตลาด PTT และบริษัทในเครือ (PTTEP, PTTGC, TOP, IRPC, GPSC) ครองสัดส่วนสูงมากใน SET Index หุ้นกลุ่มธนาคารยังคงมีความสำคัญ แต่สัดส่วนลดลง กลุ่มค้าปลีกและอาหารเริ่มเติบโต เช่น CP ALL, CPALL, MAKRO

ยุค 2010s ถึงปัจจุบัน: กระจายตัวมากขึ้น

ในยุคปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยมีความ กระจายตัวมากขึ้น หุ้นกลุ่มค้าปลีกและ Commerce เช่น CPALL, CRC มีบทบาทมากขึ้น กลุ่มโรงพยาบาลเอกชน เช่น BDMS, BH กลายเป็น Defensive Stock ที่ได้รับความนิยม กลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัลเริ่มมีบทบาท แม้ยังน้อยกว่าตลาดต่างประเทศ กลุ่ม REITs และ Infrastructure Fund เติบโตอย่างรวดเร็ว หุ้นกลุ่มพลังงานหมุนเวียนและ ESG (Environment, Social, Governance) ได้รับความสนใจมากขึ้น

เรื่องราวหุ้นไทยที่น่าจดจำ

PTT: จากรัฐวิสาหกิจสู่หุ้น Blue Chip อันดับ 1

PTT (ปตท.) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2544 ด้วยราคา IPO ที่ 35 บาท (ปรับ Par) กลายเป็นหุ้นที่มี Market Cap ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทย PTT เป็นตัวอย่างของบริษัทรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปเข้าจดทะเบียนแล้วประสบความสำเร็จ สร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างชาตินิยมซื้อมากที่สุด

DELTA: หุ้นที่พุ่ง 20 เท่าใน 2 ปี

DELTA Electronics เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ จากหุ้นที่ราคาเพียงหลักสิบบาท พุ่งขึ้นไปหลายร้อยบาทในช่วงปี 2563-2564 ถูกนำเข้า SET50 Index มูลค่าตลาดพุ่งจนกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในตลาดชั่วคราว นักลงทุนที่ถือตั้งแต่ต้นได้กำไรมหาศาล แต่คนที่เข้าซื้อตอนราคาสูงสุดก็ขาดทุนหนัก บทเรียนคือ หุ้นที่ราคาพุ่งเร็วมากอาจร่วงลงเร็วเท่ากัน ต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานให้ดีก่อนตัดสินใจ

หุ้นที่ล้มหายไปจากตลาด

ตลอดประวัติศาสตร์ มีหุ้นจำนวนไม่น้อยที่ถูก เพิกถอน (Delisted) จากตลาดหลักทรัพย์ สาเหตุหลักๆ ได้แก่ ผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องจนส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ปัญหาทุจริตและฉ้อโกง (เช่น ปลอมแปลงงบการเงิน) ล้มละลายจากการก่อหนี้มากเกินไป ธุรกิจล้าสมัยไม่สามารถปรับตัวได้ บทเรียนคือ การ DCA ในหุ้นรายตัวมีความเสี่ยงที่บริษัทจะล้มหายไป จึงแนะนำ DCA ในกองทุนดัชนีมากกว่าหุ้นรายตัว

นักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย

บทบาทของ Foreign Flow

นักลงทุนต่างชาติ มีบทบาทสำคัญในตลาดหุ้นไทย สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยโดยต่างชาติประมาณ 25-35% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด Foreign Flow (เงินทุนต่างชาติ) ส่งผลต่อทิศทางตลาดอย่างมาก เมื่อต่างชาติซื้อสุทธิ ตลาดมักขึ้น เมื่อต่างชาติขายสุทธิ ตลาดมักลง ในช่วงปี 2558-2566 ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องหลายปี สะสมหลายแสนล้านบาท สาเหตุ เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีน้อย (ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต่างชาตินิยม) การเมืองไม่แน่นอน และค่าเงินบาทผันผวน

SET เทียบกับตลาดในภูมิภาค

เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค SET มีข้อดีและข้อเสีย ข้อดี มีสภาพคล่องสูง กำกับดูแลดี โปร่งใส บริษัทจดทะเบียนมีคุณภาพ จ่ายเงินปันผลสูง ข้อเสีย ขาดหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ P/E Ratio ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร ตลาดที่เติบโตเร็วในภูมิภาค เวียดนาม (VN-Index) อินโดนีเซีย (JCI) อินเดีย (Sensex, Nifty) นักลงทุนไทยควรกระจายพอร์ตไปยังตลาดเหล่านี้ด้วย ผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF)

วัฏจักรตลาด (Market Cycles) ในตลาดหุ้นไทย

รูปแบบวัฏจักรที่ซ้ำ

ตลาดหุ้นไทยแสดง วัฏจักร ที่ชัดเจน ช่วงขาขึ้น (Bull Market) เศรษฐกิจเติบโต กำไรบริษัทเพิ่มขึ้น นักลงทุนมองโลกในแง่ดี เงินไหลเข้าตลาด ราคาหุ้นขึ้น P/E ขยายตัว กินเวลาประมาณ 3-7 ปี ช่วงจุดสูงสุด (Peak) ทุกคนตื่นเต้น คนที่ไม่เคยเล่นหุ้นเริ่มเข้ามา สื่อรายงานข่าวตลาดหุ้นทุกวัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขึ้นอีก ช่วงขาลง (Bear Market) เศรษฐกิจชะลอ กำไรบริษัทลดลง นักลงทุนกลัว เงินไหลออก ราคาหุ้นลง P/E หดตัว กินเวลาประมาณ 1-3 ปี ช่วงจุดต่ำสุด (Bottom) ทุกคนหมดหวัง นักลงทุนเลิกสนใจหุ้น สื่อรายงานข่าวเศรษฐกิจเลวร้าย ไม่มีใครอยากซื้อ

ข้อสังเกตสำคัญ ไม่มีใครจับจังหวะวัฏจักรได้แม่นยำ คุณจะรู้ว่าตลาดอยู่ที่ไหนของวัฏจักรก็ต่อเมื่อมองย้อนหลังไปแล้วเท่านั้น ดังนั้น กลยุทธ์ DCA ที่ลงทุนสม่ำเสมอทุกเดือน ไม่ว่าจะอยู่ที่ช่วงใดของวัฏจักร จึงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วไป

จิตวิทยาการลงทุนที่ประวัติศาสตร์ SET สอน

Herd Mentality (พฤติกรรมฝูง)

ประวัติศาสตร์ SET แสดงให้เห็น พฤติกรรมฝูง อย่างชัดเจน ในช่วงตลาดขาขึ้น ทุกคนแห่ซื้อ คนที่ไม่เคยสนใจหุ้นก็เข้ามา ช่วงก่อนวิกฤตปี 97 คนลาออกจากงานมาเล่นหุ้น ช่วง COVID ฟื้นตัว บัญชีซื้อขายหุ้นเปิดใหม่หลายแสน ในช่วงตลาดขาลง ทุกคนแห่ขาย แม้หุ้นจะถูกมากแล้ว ช่วงวิกฤตปี 97 และ COVID นักลงทุนแห่ขายทิ้งแม้ราคาจะต่ำมาก บทเรียนคือ จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และโลภเมื่อคนอื่นกลัว (Be fearful when others are greedy, and greedy when others are fearful) ตามที่ Warren Buffett กล่าว

Recency Bias (อคติจากเหตุการณ์ล่าสุด)

Recency Bias คือการให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ล่าสุดมากเกินไป เมื่อตลาดขึ้น 3 ปีติดต่อกัน นักลงทุนจะคิดว่าจะขึ้นต่อไปเรื่อยๆ เมื่อตลาดลง 1 ปี จะคิดว่าจะลงต่อไปอีก ประวัติศาสตร์ SET สอนว่าไม่มีแนวโน้มใดที่คงอยู่ตลอดไป ขาขึ้นจบลงเสมอ ขาลงก็จบลงเสมอ ตลาดเป็นวัฏจักร ไม่ใช่เส้นตรง

Loss Aversion (กลัวขาดทุนมากกว่ายินดีกับกำไร)

งานวิจัยทาง Behavioral Finance พบว่ามนุษย์รู้สึกเจ็บปวดจากการขาดทุนมากกว่าความสุขจากกำไรเท่ากันประมาณ 2 เท่า Loss Aversion ทำให้นักลงทุนมีพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผล ถือหุ้นขาดทุนนานเกินไป (หวังว่าจะกลับมา) ขายหุ้นกำไรเร็วเกินไป (กลัวว่าจะหายไป) ไม่กล้าลงทุนหลังเคยขาดทุน (แม้จะเป็นจังหวะที่ดี) วิธีแก้คือสร้างระบบที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน เช่น ตั้ง Stop Loss ที่ 15% ตั้ง Take Profit ที่ 30% ใช้ DCA อัตโนมัติ ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์

การเตรียมตัวสำหรับวิกฤตในอนาคต

วิกฤตจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน

ประวัติศาสตร์ SET สอนว่า วิกฤตจะเกิดขึ้นอีก ไม่ใช่เรื่องของ “ถ้า” แต่เป็นเรื่องของ “เมื่อไร” วิกฤตครั้งต่อไปอาจมาจาก วิกฤตหนี้สาธารณะในประเทศพัฒนาแล้ว ฟองสบู่ AI หรือเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (จีน-ไต้หวัน สงครามในตะวันออกกลาง) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤตพลังงาน หรือสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด (Black Swan)

การเตรียมตัว

วิธีเตรียมตัวสำหรับวิกฤต 1. กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ข้ามสินทรัพย์ ข้ามภูมิภาค ข้ามสกุลเงิน 2. มีเงินสำรอง (War Chest) ไว้ซื้อสินทรัพย์ราคาถูกในช่วงวิกฤต 3. อย่าใช้ Leverage มากเกินไป ในวิกฤต Leverage ฆ่าพอร์ตได้ 4. ตั้ง DCA อัตโนมัติ เพื่อให้ลงทุนต่อเนื่องแม้ในช่วงที่กลัว 5. ศึกษาประวัติศาสตร์ เพื่อเตือนตัวเองว่าวิกฤตทุกครั้งมีจุดจบ 6. มีแผนรับมือ กำหนดล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรเมื่อตลาดลง 20% 30% 40% ไม่ต้องตัดสินใจในช่วงที่ตื่นตระหนก

สรุป: ประวัติศาสตร์ SET สอนอะไรเราบ้าง

กว่า 50 ปีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้บทเรียนที่ล้ำค่าแก่นักลงทุน ตลาดหุ้นมีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว SET Index จาก 100 จุดเป็นเกือบ 2,000 จุดในเวลา 50 ปี แม้จะผ่านวิกฤตหลายครั้ง วิกฤตเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น ทุก 7-10 ปี จะมีวิกฤตใหญ่สักครั้ง นักลงทุนที่เตรียมตัวจะรอดและรุ่งเรือง จังหวะที่ดีที่สุดในการซื้อหุ้นคือเมื่อทุกคนกลัว จุดต่ำสุดของทุกวิกฤตคือโอกาสที่ดีที่สุด ความอดทนและวินัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นักลงทุนที่ถือยาวและ DCA สม่ำเสมอ มักชนะนักเก็งกำไรระยะสั้น

จงเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ เพื่อไม่ต้องทำผิดซ้ำ แต่จงจำไว้ว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอยเดิมทุกครั้ง สิ่งที่ซ้ำคืออารมณ์ของมนุษย์ ความโลภและความกลัวที่ขับเคลื่อนตลาด ถ้าคุณเข้าใจจิตวิทยาของตัวเองและตลาด คุณจะเป็นนักลงทุนที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

.

.
.
.

You may also like

Partner Sites: iCafe Forex | SiamCafe | SiamLancard | XM Signal | iCafe Cloud
iCafeForex Network: XM Signal | iCafeForex | SiamCafe | SiamLanCard
iCafeFX · XM Signal · SiamCafe · SiamLancard · iCafeCloud
Siam2R|iCafeForex|SiamCafe Blog|XM Signal|SiamLanCard
© 2026 Siam2R.com | อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์
iCafeForex Network: XM Signal | iCafeForex | SiamCafe | SiamLanCard