🏠 Siam2Rich 📈 iCafeForex 💻 SiamCafe Blog 🖥️ SiamLancard
Home » คำสั่งซื้อขายหุ้นขั้นสูง 2026 Market Order, Limit, Stop, Iceberg สำหรับนักลงทุนไทย

คำสั่งซื้อขายหุ้นขั้นสูง 2026 Market Order, Limit, Stop, Iceberg สำหรับนักลงทุนไทย

by bom

ทำไมต้องรู้จักคำสั่งซื้อขายหุ้นขั้นสูง

การลงทุนในตลาดหุ้นไม่ได้มีแค่ “กดซื้อ” กับ “กดขาย” เท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และโบรกเกอร์ต่างๆ มีคำสั่งซื้อขายหลากหลายประเภทที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถ ควบคุมราคา ควบคุมความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขาย ได้ดีขึ้น นักลงทุนมือใหม่ส่วนใหญ่ใช้แค่ Market Order กับ Limit Order แต่คำสั่งเหล่านี้เป็นเพียงพื้นฐาน ยังมีคำสั่งขั้นสูงอีกมากที่นักลงทุนมืออาชีพใช้กันเป็นประจำ

ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกทุกประเภทของคำสั่งซื้อขายที่ใช้ได้ในตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่คำสั่งพื้นฐาน คำสั่งขั้นสูง ไปจนถึงคำสั่งแบบ Algorithmic ที่ใช้ในการเทรดระดับสถาบัน รวมถึงอธิบายว่าแต่ละคำสั่งทำงานอย่างไร เหมาะกับสถานการณ์ไหน และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพื่อให้คุณสามารถเลือกใช้คำสั่งที่เหมาะสมที่สุดกับกลยุทธ์การลงทุนของคุณ

คำสั่งพื้นฐาน: Market Order และ Limit Order

Market Order (คำสั่งตามราคาตลาด)

Market Order คือคำสั่งซื้อหรือขายหุ้นทันทีที่ราคาตลาดปัจจุบัน เป็นคำสั่งที่ง่ายที่สุดและรวดเร็วที่สุด เมื่อคุณส่ง Market Order ระบบจะจับคู่คำสั่งของคุณกับราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนั้น ข้อดีคือรับประกันว่าจะได้ซื้อหรือขายแน่นอน (ถ้ามีสภาพคล่องเพียงพอ) แต่ข้อเสียคือ ไม่รับประกันราคา ราคาที่ได้อาจสูงกว่าหรือต่ำกว่าที่เห็นบนหน้าจอ โดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ

ในตลาดหุ้นไทย Market Order มีชื่อเรียกว่า MP (Market Price) หรือ คำสั่ง ณ ราคาตลาด เมื่อส่งคำสั่ง MP ระบบจะเปลี่ยนเป็น Limit Order ที่ราคา Best Bid (กรณีขาย) หรือ Best Offer (กรณีซื้อ) ที่มีอยู่ในขณะนั้น ถ้าจำนวนหุ้นที่ต้องการซื้อหรือขายมีมากกว่าที่มีอยู่ที่ราคานั้น ส่วนที่เหลือจะถูกยกเลิก ไม่ได้ไปจับคู่ที่ราคาถัดไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งแตกต่างจาก Market Order ในตลาดต่างประเทศบางแห่ง

Limit Order (คำสั่งที่กำหนดราคา)

Limit Order คือคำสั่งซื้อหรือขายหุ้นที่กำหนดราคาสูงสุดที่ยินดีซื้อ หรือราคาต่ำสุดที่ยินดีขาย ตัวอย่างเช่น Limit Buy ที่ 100 บาท หมายความว่าคุณจะซื้อได้ก็ต่อเมื่อราคาหุ้นเท่ากับหรือต่ำกว่า 100 บาท Limit Sell ที่ 120 บาท หมายความว่าคุณจะขายได้ก็ต่อเมื่อราคาหุ้นเท่ากับหรือสูงกว่า 120 บาท

ข้อดีของ Limit Order คือ ควบคุมราคาได้ คุณจะไม่ซื้อแพงกว่าหรือขายถูกกว่าที่ต้องการ ข้อเสียคืออาจ ไม่ได้ซื้อหรือขาย ถ้าราคาหุ้นไม่ถึงราคาที่กำหนด Limit Order เป็นคำสั่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้บ่อยที่สุดในตลาดหุ้นไทย เพราะสามารถกำหนดราคาที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการเลื่อนไหลของราคา (Slippage)

คำสั่งพิเศษบน SET: ATO, ATC, และ MP

ATO (At The Open) คำสั่งที่ราคาเปิด

ATO (At The Open) คือคำสั่งที่ส่งในช่วง Pre-Open (ก่อนตลาดเปิด) เพื่อซื้อหรือขายหุ้นที่ราคาเปิดตลาด คำสั่ง ATO ไม่ระบุราคา แต่ให้ความสำคัญสูงสุดในการจับคู่คำสั่ง หมายความว่าคำสั่ง ATO จะถูกจับคู่ก่อนคำสั่ง Limit Order ทั่วไป ในช่วง Call Auction ที่กำหนดราคาเปิดตลาด

ช่วงเวลาที่ส่ง ATO ได้ ช่วงเช้า Pre-Open 1 คือ 09:30-09:55 น. (ไม่สามารถยกเลิกคำสั่งในช่วง 09:55-10:00 น.) ราคาเปิดจะถูกกำหนดด้วย Random Opening ระหว่าง 09:55-10:00 น. ช่วงบ่าย Pre-Open 2 คือ 14:00-14:25 น. ราคาเปิดช่วงบ่ายจะถูกกำหนดระหว่าง 14:25-14:30 น.

ATO เหมาะกับสถานการณ์ไหน เหมาะเมื่อคุณ ต้องการซื้อหรือขายให้ได้แน่นอน ที่ราคาเปิดตลาด ไม่ว่าราคาจะเปิดที่เท่าไร ใช้เมื่อมีข่าวสำคัญออกมาก่อนตลาดเปิดและคุณต้องการ React ทันที ใช้กับหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น เพราะหุ้นสภาพคล่องต่ำราคาเปิดอาจห่างจากราคาที่คาดหมายมาก

ATC (At The Close) คำสั่งที่ราคาปิด

ATC (At The Close) คือคำสั่งที่ส่งในช่วง Pre-Close (ก่อนตลาดปิด) เพื่อซื้อหรือขายหุ้นที่ราคาปิดตลาด เช่นเดียวกับ ATO คำสั่ง ATC ไม่ระบุราคา แต่ให้ความสำคัญสูงสุดในการจับคู่ ช่วง Pre-Close อยู่ที่ 16:30-16:35 น. ราคาปิดจะถูกกำหนดด้วย Random Closing ระหว่าง 16:35-16:40 น.

ATC เหมาะกับ นักลงทุนสถาบัน ที่ต้องการซื้อหรือขายที่ราคาปิดตลาดเพื่อให้ตรงกับราคาอ้างอิงของกองทุน (NAV) และ นักลงทุนที่ต้องการปรับพอร์ต ตอนสิ้นวัน ข้อควรระวังคือราคาปิดอาจผันผวนได้มาก เพราะมีคำสั่งจำนวนมากเข้ามาในช่วงสั้นๆ โดยเฉพาะในวันที่มีการปรับดัชนี (Index Rebalancing)

Stop Order (คำสั่ง Trigger): ป้องกันความเสี่ยงอัตโนมัติ

Stop Order คืออะไร

Stop Order หรือ Trigger Order คือคำสั่งที่จะถูก “เปิดใช้งาน” เมื่อราคาหุ้นถึงราคาที่กำหนด (Trigger Price) เมื่อราคาถึง Trigger Price คำสั่งจะเปลี่ยนเป็น Limit Order หรือ Market Order ตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า Stop Order เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการ จัดการความเสี่ยง (Risk Management)

Stop Loss Order

Stop Loss Order คือคำสั่งขายหุ้นอัตโนมัติเมื่อราคาลดลงถึงจุดที่กำหนด เพื่อจำกัดผลขาดทุน ตัวอย่างเช่น คุณซื้อหุ้น ABC ที่ราคา 100 บาท ตั้ง Stop Loss ที่ 90 บาท ถ้าราคาหุ้นลดลงถึง 90 บาท ระบบจะส่งคำสั่งขายอัตโนมัติ คุณจะขาดทุนไม่เกิน 10% (ไม่รวม Slippage) วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากเกินไป และช่วยลดปัญหาทางจิตวิทยาที่ทำให้นักลงทุนถือหุ้นขาดทุนนานเกินไป

Stop Limit Order

Stop Limit Order เป็นการรวม Stop Order กับ Limit Order เข้าด้วยกัน มีราคา 2 ราคา คือ Trigger Price (ราคาที่เปิดใช้งานคำสั่ง) และ Limit Price (ราคาที่ต้องการซื้อหรือขาย) ตัวอย่าง ซื้อหุ้น ABC ที่ 100 บาท ตั้ง Stop Limit Sell โดย Trigger Price = 90 บาท Limit Price = 88 บาท เมื่อราคาลดลงถึง 90 บาท ระบบจะส่ง Limit Sell ที่ราคา 88 บาท

ข้อดีคือ ป้องกันการขายที่ราคาต่ำเกินไป เพราะมี Limit Price คุ้มครอง ข้อเสียคือถ้าราคาหุ้นร่วงเร็วมากจนลงต่ำกว่า Limit Price โดยไม่มีใครรับซื้อ คำสั่งอาจไม่ถูกจับคู่ทำให้คุณยังคงถือหุ้นอยู่ ในสถานการณ์ที่ตลาดตกหนัก (Panic Sell) Stop Limit อาจไม่ทำงานตามที่คาดหวัง

Buy Stop Order

Buy Stop Order คือคำสั่งซื้อเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปถึงจุดที่กำหนด ใช้ในกลยุทธ์ Breakout Trading ตัวอย่างเช่น หุ้น DEF ราคาปัจจุบัน 50 บาท มีแนวต้านที่ 55 บาท คุณตั้ง Buy Stop ที่ 55 บาท เมื่อราคาทะลุ 55 บาท ระบบจะส่งคำสั่งซื้อ เพราะคุณเชื่อว่าเมื่อทะลุแนวต้านแล้ว ราคาจะวิ่งต่อไปอีก Buy Stop Order ใช้กันมากในหมู่นักเก็งกำไรระยะสั้นและ Momentum Trader

Iceberg Order: ซ่อนปริมาณที่แท้จริง

Iceberg Order คืออะไร

Iceberg Order (คำสั่งภูเขาน้ำแข็ง) คือคำสั่งซื้อหรือขายหุ้นจำนวนมาก แต่แสดงให้เห็นในกระดานราคา (Order Book) เพียงส่วนเล็กน้อย เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำเพียงเล็กน้อย แต่ส่วนที่อยู่ใต้น้ำมีขนาดใหญ่มาก ตัวอย่างเช่น คุณต้องการซื้อหุ้น 100,000 หุ้น แต่แสดงในกระดานเพียง 5,000 หุ้น เมื่อ 5,000 หุ้นแรกถูกจับคู่แล้ว ระบบจะแสดงอีก 5,000 หุ้นโดยอัตโนมัติ ทำซ้ำจนครบ 100,000 หุ้น

ทำไมต้องซ่อนปริมาณ

เหตุผลที่ต้องใช้ Iceberg Order 1. ลด Market Impact ถ้าแสดงคำสั่งซื้อ 100,000 หุ้นในกระดาน นักลงทุนคนอื่นจะเห็นว่ามีความต้องการซื้อจำนวนมาก อาจทำให้ราคาวิ่งขึ้นก่อนที่คุณจะซื้อได้ครบ 2. ป้องกันการ Front Running การ Front Running คือการที่คนอื่นแอบซื้อก่อนหน้าคุณเมื่อเห็นคำสั่งซื้อจำนวนมาก แล้วขายให้คุณในราคาสูงกว่า 3. ไม่ต้องการเปิดเผยกลยุทธ์ นักลงทุนสถาบันไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่ากำลังสะสมหรือเทขายหุ้นตัวไหน

ในตลาด SET Iceberg Order มีชื่อเรียกว่า Hidden Quantity Order สามารถส่งได้ผ่านระบบซื้อขายของ SET โดยต้องกำหนดจำนวนที่แสดง (Disclosed Quantity) และจำนวนทั้งหมด (Total Quantity) โดย Disclosed Quantity ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 1 Board Lot (100 หุ้น)

Trailing Stop Order: ล็อกกำไรอัตโนมัติ

Trailing Stop คืออะไร

Trailing Stop Order คือ Stop Loss ที่ “ขยับตามราคาหุ้น” เมื่อราคาหุ้นขึ้น Stop Price จะขยับขึ้นตาม แต่เมื่อราคาหุ้นลง Stop Price จะไม่ขยับลง ทำให้ ล็อกกำไรได้อัตโนมัติ ขณะที่ยังเปิดโอกาสให้กำไรเพิ่มขึ้นต่อ

ตัวอย่าง ซื้อหุ้น GHI ที่ 100 บาท ตั้ง Trailing Stop 10% เมื่อหุ้นขึ้นไป 110 บาท Stop Price จะอยู่ที่ 99 บาท (110 ลบ 10%) เมื่อหุ้นขึ้นต่อไป 130 บาท Stop Price จะขยับขึ้นเป็น 117 บาท (130 ลบ 10%) ถ้าหุ้นลงมาที่ 125 บาท Stop Price ยังคงอยู่ที่ 117 บาท (ไม่ขยับลง) ถ้าหุ้นลงต่อถึง 117 บาท ระบบจะส่งคำสั่งขายอัตโนมัติ คุณได้กำไร 17% แทนที่จะขาดทุน

วิธีตั้ง Trailing Stop ที่มีประสิทธิภาพ

การตั้ง Trailing Stop ที่ดี ต้องพิจารณาหลายปัจจัย ขนาดของ Trailing ถ้าตั้งแคบเกินไป (เช่น 3%) หุ้นจะ Trigger บ่อยจากความผันผวนปกติ ทำให้ถูกขายก่อนที่ราคาจะขึ้นต่อ ถ้าตั้งกว้างเกินไป (เช่น 25%) จะสูญเสียกำไรมากก่อนที่จะ Trigger โดยทั่วไปแนะนำ 10-15% สำหรับหุ้นที่มีความผันผวนปานกลาง 15-20% สำหรับหุ้นที่ผันผวนสูง 5-10% สำหรับหุ้น Blue Chip ที่ผันผวนต่ำ

อีกวิธีหนึ่งคือใช้ ATR (Average True Range) เป็นตัวกำหนดขนาด Trailing Stop เช่น ตั้ง Trailing Stop ที่ 2 เท่าของ ATR 14 วัน วิธีนี้จะปรับตามความผันผวนจริงของหุ้นแต่ละตัว ทำให้มีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้เปอร์เซ็นต์คงที่

คำสั่งตามเงื่อนไขเวลา: GTC, Day Order, IOC, FOK

Day Order (คำสั่งวันเดียว)

Day Order คือคำสั่งที่มีผลเฉพาะวันที่ส่ง ถ้าสิ้นวันยังไม่ถูกจับคู่ คำสั่งจะถูกยกเลิกอัตโนมัติ ในตลาด SET คำสั่งทั่วไปทั้งหมดเป็น Day Order คือมีผลเฉพาะวันที่ส่ง พอตลาดปิดก็หมดอายุ วันรุ่งขึ้นต้องส่งคำสั่งใหม่ ข้อดีคือไม่ต้องกังวลว่าคำสั่งเก่าจะถูกจับคู่ในวันถัดไปที่สถานการณ์อาจเปลี่ยนไป ข้อเสียคือต้องส่งคำสั่งใหม่ทุกวัน ถ้าต้องการรอซื้อหรือขายที่ราคาเดิม

GTC (Good Till Cancel) คำสั่งจนกว่าจะยกเลิก

GTC (Good Till Cancel) คือคำสั่งที่มีผลต่อเนื่องจนกว่าจะถูกจับคู่หรือถูกยกเลิกโดยผู้ส่ง ในตลาด SET ไม่มีระบบ GTC โดยตรง แต่โบรกเกอร์หลายรายให้บริการ GTD (Good Till Date) ที่ให้คุณกำหนดวันหมดอายุของคำสั่ง เช่น ตั้งคำสั่งซื้อหุ้น XYZ ที่ 48 บาท GTD 7 วัน คำสั่งจะส่งใหม่ทุกวัน เป็นเวลา 7 วันทำการ จนกว่าจะถูกจับคู่หรือหมดอายุ

GTC หรือ GTD เหมาะกับนักลงทุนที่ ต้องการรอซื้อหุ้นที่ราคาที่ต้องการ โดยไม่ต้องส่งคำสั่งใหม่ทุกวัน เช่น คุณวิเคราะห์แล้วว่าหุ้น ABC จะมีแนวรับที่ 45 บาท จึงตั้ง GTD ซื้อที่ 45 บาท แล้วรอ ไม่ต้องนั่งเฝ้าจอ

IOC (Immediate or Cancel) คำสั่งทันทีหรือยกเลิก

IOC (Immediate or Cancel) คือคำสั่งที่ต้องถูกจับคู่ทันที (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ส่วนที่ไม่ถูกจับคู่จะถูกยกเลิกทันที ตัวอย่าง คุณส่ง IOC ซื้อหุ้น 10,000 หุ้น ที่ราคา 50 บาท ถ้ามีคนขาย 7,000 หุ้น ที่ 50 บาท คุณจะซื้อได้ 7,000 หุ้น ส่วน 3,000 หุ้นที่เหลือจะถูกยกเลิกทันที ไม่รอจับคู่

IOC เหมาะกับสถานการณ์ที่คุณ ต้องการซื้อหรือขายทันที แต่ไม่ต้องการให้คำสั่งค้างอยู่ในระบบ เช่น เมื่อมีข่าวสำคัญออกมาและต้องการ React ทันที หรือเมื่อต้องการทดสอบว่ามีสภาพคล่องที่ราคานี้เท่าไร

FOK (Fill or Kill) คำสั่งครบหรือยกเลิกทั้งหมด

FOK (Fill or Kill) คือคำสั่งที่ต้องถูกจับคู่ ทั้งหมดในทันที มิฉะนั้นจะถูกยกเลิกทั้งหมด ต่างจาก IOC ที่ยอมรับการจับคู่บางส่วน FOK ต้องได้ทั้งหมดหรือไม่ได้เลย ตัวอย่าง คุณส่ง FOK ซื้อหุ้น 10,000 หุ้น ที่ราคา 50 บาท ถ้ามีคนขายเพียง 7,000 หุ้น ที่ 50 บาท คำสั่งจะถูกยกเลิกทั้งหมด ไม่ซื้อเลย ต้องมีคนขาย 10,000 หุ้นขึ้นไป ที่ 50 บาท ถึงจะจับคู่ได้

FOK เหมาะกับสถานการณ์ที่ ต้องการซื้อหรือขายจำนวนที่แน่นอน ไม่ยอมรับจำนวนน้อยกว่า เช่น ต้องการปิด Position ทั้งหมดในทีเดียว หรือต้องการซื้อจำนวนที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ Hedging ที่ต้องใช้จำนวนหุ้นเฉพาะเจาะจง

คำสั่งแบบมีเงื่อนไข: If-Done และ OCO

If-Done Order

If-Done Order คือคำสั่ง 2 คำสั่งที่เชื่อมต่อกัน คำสั่งที่ 2 จะถูกส่งอัตโนมัติเมื่อคำสั่งที่ 1 ถูกจับคู่สำเร็จ ตัวอย่าง คำสั่งที่ 1 ซื้อหุ้น JKL ที่ 100 บาท เมื่อซื้อสำเร็จ คำสั่งที่ 2 ตั้ง Limit Sell ที่ 115 บาท (Take Profit) โดยอัตโนมัติ วิธีนี้ช่วยให้คุณ วางแผนทั้งการซื้อและการขายล่วงหน้า ในคำสั่งเดียว ไม่ต้องนั่งเฝ้าจอรอว่าซื้อสำเร็จหรือยังแล้วค่อยตั้ง Take Profit

If-Done Order เหมาะกับนักลงทุนที่ มีแผนการเทรดที่ชัดเจน รู้ว่าจะซื้อที่ราคาไหนและจะขายที่ราคาไหน ช่วยลดอารมณ์ในการตัดสินใจ เพราะทุกอย่างถูกกำหนดล่วงหน้า โบรกเกอร์ที่ให้บริการ If-Done Order ในตลาดหุ้นไทยมีหลายราย ตรวจสอบกับโบรกเกอร์ของคุณว่ารองรับหรือไม่

OCO (One Cancels Other) คำสั่งยกเลิกซึ่งกันและกัน

OCO (One Cancels Other) คือคำสั่ง 2 คำสั่งที่เชื่อมต่อกัน เมื่อคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งถูกจับคู่ อีกคำสั่งจะถูกยกเลิกอัตโนมัติ ตัวอย่าง คุณถือหุ้น MNO ที่ซื้อมา 100 บาท ตั้ง OCO คำสั่งที่ 1 Limit Sell ที่ 120 บาท (Take Profit) คำสั่งที่ 2 Stop Loss Sell ที่ 90 บาท (Stop Loss) ถ้าราคาขึ้นไป 120 บาท คำสั่ง Take Profit จะถูกจับคู่ คำสั่ง Stop Loss จะถูกยกเลิกอัตโนมัติ ถ้าราคาลงมา 90 บาท คำสั่ง Stop Loss จะถูกจับคู่ คำสั่ง Take Profit จะถูกยกเลิกอัตโนมัติ

OCO เป็นคำสั่งที่ มีประโยชน์มากสำหรับการจัดการ Position เพราะตั้งทั้ง Take Profit และ Stop Loss พร้อมกัน ไม่ต้องกังวลว่าจะลืมยกเลิกคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งเมื่ออีกคำสั่งถูกจับคู่แล้ว ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดของมนุษย์

กระบวนการจับคู่คำสั่ง (Order Matching) บน SET

Continuous Auction (การประมูลต่อเนื่อง)

ในช่วงที่ตลาดเปิดทำการซื้อขาย (10:00-12:30 น. และ 14:30-16:30 น.) SET ใช้ระบบ Continuous Auction ในการจับคู่คำสั่ง หลักการคือเมื่อมีคำสั่งใหม่เข้ามา ระบบจะตรวจสอบว่าสามารถจับคู่กับคำสั่งที่มีอยู่แล้วได้หรือไม่ ถ้าราคาซื้อมากกว่าหรือเท่ากับราคาขาย ก็จะจับคู่ทันที

ลำดับความสำคัญในการจับคู่เรียกว่า Price-Time Priority ราคามาก่อน (Price Priority) คำสั่งซื้อที่เสนอราคาสูงกว่าจะได้ก่อน คำสั่งขายที่เสนอราคาต่ำกว่าจะได้ก่อน เวลามาที่สอง (Time Priority) ถ้าราคาเท่ากัน คำสั่งที่ส่งก่อนจะได้ก่อน ตัวอย่าง ถ้ามีคำสั่งซื้อ 3 คำสั่ง คำสั่ง A ซื้อ 100 หุ้น ที่ 51 บาท ส่งเวลา 10:05 คำสั่ง B ซื้อ 200 หุ้น ที่ 50 บาท ส่งเวลา 10:01 คำสั่ง C ซื้อ 150 หุ้น ที่ 51 บาท ส่งเวลา 10:08 ลำดับที่จะได้จับคู่คือ A ก่อน (ราคาสูงสุด ส่งก่อน C) จากนั้น C (ราคาสูงสุด ส่งหลัง A) แล้วจึง B (ราคาต่ำกว่า)

Call Auction (การประมูลเรียก)

Call Auction ใช้ในช่วง Pre-Open และ Pre-Close เพื่อกำหนดราคาเปิดและราคาปิดตลาด หลักการคือระบบจะรวบรวมคำสั่งทั้งหมดที่เข้ามาในช่วง Pre-Open หรือ Pre-Close แล้วคำนวณหาราคาที่ทำให้มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด ราคานั้นจะเป็นราคาเปิดหรือราคาปิด ทุกคำสั่งที่จับคู่ได้จะจับคู่ที่ราคาเดียวกัน

ลำดับความสำคัญใน Call Auction 1. ATO/ATC มาก่อน คำสั่ง ATO/ATC ได้รับความสำคัญสูงสุด จะถูกจับคู่ก่อนคำสั่ง Limit Order 2. ราคามาที่สอง คำสั่งซื้อราคาสูงกว่าได้ก่อน คำสั่งขายราคาต่ำกว่าได้ก่อน 3. เวลามาที่สาม ถ้าราคาเท่ากัน คำสั่งที่ส่งก่อนได้ก่อน Call Auction มีข้อดีคือกำหนดราคาที่ยุติธรรมจากอุปสงค์และอุปทานทั้งหมด ลดความผันผวนในช่วงเปิดและปิดตลาด

คำสั่งขายชอร์ต (Short Selling Orders)

Short Selling คืออะไร

Short Selling คือการขายหุ้นที่ตัวเองไม่ได้ถือ โดยยืมหุ้นจากโบรกเกอร์หรือสถาบัน แล้วขายในตลาด หวังว่าราคาจะลดลง เพื่อซื้อคืนในราคาต่ำกว่า คืนหุ้นที่ยืม และเก็บส่วนต่างเป็นกำไร Short Selling เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ ทำกำไรได้แม้ตลาดจะลง และช่วยสร้างสภาพคล่องให้ตลาด

กฎ Short Selling ในตลาดหุ้นไทย

การ Short Selling ในตลาดหุ้นไทยมีกฎระเบียบที่เข้มงวด 1. Uptick Rule สามารถ Short Sell ได้ที่ราคาที่สูงกว่าราคาล่าสุด (Uptick) หรือเท่ากับราคาล่าสุดที่เป็น Uptick (Zero-Plus Tick) เท่านั้น ไม่สามารถ Short ที่ราคาลง (Downtick) ได้ กฎนี้มีเพื่อป้องกันการ Short ซ้ำเติมเมื่อราคาหุ้นกำลังร่วงอยู่แล้ว 2. หุ้นที่ Short ได้ ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่ Short ได้ ต้องเป็นหุ้นที่อยู่ในรายชื่อที่ตลาดหลักทรัพย์อนุมัติ (Eligible Securities) ซึ่งมักเป็นหุ้นใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง

3. ต้องรายงาน คำสั่ง Short Sell ต้องมีการ Flag ว่าเป็น Short Sell ไม่สามารถ Short โดยไม่รายงานได้ 4. Margin Requirement ต้องวางหลักประกัน (Margin) ตามที่โบรกเกอร์กำหนด มักอยู่ที่ 50-150% ของมูลค่าหุ้นที่ Short 5. Circuit Breaker ถ้าราคาหุ้นลดลงมากเกินไป ตลาดอาจห้าม Short Sell ชั่วคราว ข้อควรระวังคือ Short Selling มีความเสี่ยงสูง เพราะผลขาดทุนอาจไม่จำกัด ถ้าราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ

คำสั่งแบบ Algorithmic (Algo Orders)

TWAP (Time Weighted Average Price)

TWAP คือคำสั่งที่แบ่งการซื้อหรือขายออกเป็นส่วนเท่าๆ กันตามช่วงเวลา เพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยของช่วงเวลานั้น ตัวอย่างเช่น ต้องการซื้อ 100,000 หุ้น ภายใน 2 ชั่วโมง ระบบจะแบ่งออกเป็น 24 ส่วน (ส่วนละ 5 นาที) แต่ละส่วนซื้อ 4,167 หุ้น TWAP ช่วยลด Market Impact โดยกระจายคำสั่งออกตลอดช่วงเวลา

VWAP (Volume Weighted Average Price)

VWAP คือคำสั่งที่แบ่งการซื้อหรือขายตามสัดส่วนปริมาณการซื้อขายของตลาด เพื่อให้ได้ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักด้วยปริมาณ ต่างจาก TWAP ตรงที่ VWAP จะซื้อมากในช่วงที่ตลาดมีปริมาณสูง และซื้อน้อยในช่วงที่ปริมาณต่ำ ทำให้เข้ากับจังหวะของตลาดได้ดีกว่า VWAP เป็นเกณฑ์วัดประสิทธิภาพการ Execution ที่นิยมใช้ในหมู่นักลงทุนสถาบัน ถ้าซื้อได้ต่ำกว่า VWAP ถือว่า Execution ดี

POV (Percentage of Volume)

POV หรือ Participate Order คือคำสั่งที่ซื้อหรือขายเป็นสัดส่วนของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของหุ้นนั้น เช่น ตั้ง POV ที่ 10% หมายความว่าระบบจะพยายามซื้อให้ได้ 10% ของปริมาณทั้งหมดที่ซื้อขายในตลาด ถ้าตลาดซื้อขาย 1,000,000 หุ้น ระบบจะซื้อให้ 100,000 หุ้น POV ช่วยให้ ไม่โดดเด่นในตลาด เพราะสัดส่วนคงที่ ไม่ทำให้ Market Impact สูงเกินไป

คำสั่ง Algo Orders เหล่านี้ส่วนใหญ่ให้บริการเฉพาะกับ นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายใหญ่ที่มีบัญชีพิเศษกับโบรกเกอร์ แต่การรู้จักคำสั่งเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนรายย่อยเข้าใจว่าตลาดทำงานอย่างไร และเข้าใจพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันที่ส่งผลต่อราคาหุ้น

คุณภาพการส่งคำสั่ง (Execution Quality) และ Slippage

Slippage คืออะไร

Slippage คือความแตกต่างระหว่างราคาที่คุณคาดหวังกับราคาที่ได้จริง ตัวอย่างเช่น คุณส่ง Market Order ซื้อหุ้นที่ราคา 100 บาท แต่ได้ที่ราคา 100.50 บาท Slippage คือ 0.50 บาท หรือ 0.5% Slippage เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ความล่าช้าในการส่งคำสั่ง (Latency) สภาพคล่องไม่เพียงพอ ราคาเปลี่ยนแปลงเร็วในช่วงที่ตลาดผันผวน คำสั่งซื้อหรือขายจำนวนมาก (Large Order)

วิธีลด Slippage

วิธีลด Slippage 1. ใช้ Limit Order แทน Market Order Limit Order ควบคุมราคาได้แน่นอน ไม่มี Slippage (แต่อาจไม่ได้ซื้อหรือขาย) 2. เทรดในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง หุ้นที่มีปริมาณซื้อขายมากจะมี Bid-Ask Spread แคบกว่า ทำให้ Slippage น้อยกว่า 3. แบ่งคำสั่งเป็นส่วนเล็กๆ แทนที่จะส่งคำสั่งซื้อ 100,000 หุ้นทีเดียว แบ่งเป็น 10 คำสั่ง คำสั่งละ 10,000 หุ้น เพื่อลด Market Impact 4. หลีกเลี่ยงช่วงเปิดและปิดตลาด ช่วง 10 นาทีแรกและ 10 นาทีสุดท้ายมักมีความผันผวนสูง Slippage จึงสูงกว่า 5. ใช้ Iceberg Order หรือ Algo Order สำหรับคำสั่งจำนวนมาก เพื่อซ่อนปริมาณและลด Market Impact

การใช้แพลตฟอร์มโบรกเกอร์สำหรับคำสั่งขั้นสูง

Streaming Pro

Streaming Pro (โดย Settrade) เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ในไทยใช้ รองรับคำสั่งขั้นสูงหลายประเภท Limit Order, Market Price (MP), ATO, ATC, IOC, FOK มีฟีเจอร์ Smart Order ที่ให้ตั้ง Trigger (Stop Order) ได้ มี Alert แจ้งเตือนเมื่อราคาถึงจุดที่กำหนด แสดง Order Book (Bid-Ask) แบบ Real-time วิเคราะห์ทางเทคนิคในตัว

วิธีใช้ Smart Order บน Streaming Pro เข้าหน้า Stock Order เลือก Trigger Order กำหนด Trigger Condition เช่น Last Price มากกว่าหรือเท่ากับ 55 บาท กำหนดคำสั่งที่จะส่งเมื่อ Trigger เช่น Buy 1,000 หุ้น Limit 55.50 บาท กำหนดระยะเวลา เช่น ใช้ได้ถึงสิ้นวัน (Day) หรือถึงวันที่กำหนด (GTD) กด Submit ระบบจะเฝ้าราคาให้ เมื่อถึงเงื่อนไขจะส่งคำสั่งอัตโนมัติ

แพลตฟอร์มของโบรกเกอร์รายต่างๆ

โบรกเกอร์แต่ละรายมีแพลตฟอร์มที่รองรับคำสั่งขั้นสูงต่างกัน Bualuang iTrade ของหลักทรัพย์บัวหลวง รองรับ Trigger Order, Trail Stop, If-Done, OCO KS Super Stock ของหลักทรัพย์กสิกรไทย รองรับ Smart Trigger ที่ตั้งเงื่อนไขได้หลากหลาย DAOL Settrade รองรับ Trigger Order และ Conditional Order ก่อนเลือกโบรกเกอร์ ควรตรวจสอบว่ารองรับคำสั่งขั้นสูงประเภทไหนบ้าง เพราะจะส่งผลต่อความสะดวกในการใช้กลยุทธ์การลงทุนของคุณ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเกี่ยวกับคำสั่งซื้อขาย

ข้อผิดพลาดของนักลงทุนมือใหม่

นักลงทุนมือใหม่มักทำผิดพลาดเกี่ยวกับคำสั่งซื้อขายในหลายประเด็น 1. ใช้ Market Order ในหุ้นสภาพคล่องต่ำ ทำให้ซื้อแพงหรือขายถูกกว่าที่ควร เพราะ Bid-Ask Spread กว้าง ควรใช้ Limit Order เสมอในหุ้นสภาพคล่องต่ำ 2. ลืมตั้ง Stop Loss ซื้อหุ้นแล้วไม่ตั้ง Stop Loss ปล่อยให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หวังว่าราคาจะกลับมา ผลลัพธ์คือขาดทุนหนักมาก ควรตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่ซื้อหุ้น

3. ตั้ง Stop Loss แคบเกินไป ตั้ง Stop Loss เพียง 1-2% ทำให้ถูก Trigger บ่อยจากความผันผวนปกติ ขายแล้วราคาก็ขึ้นกลับ ควรตั้ง Stop Loss ที่ 5-15% ตามความผันผวนของหุ้น 4. ส่งคำสั่งผิดประเภท สับสนระหว่างคำสั่งซื้อกับคำสั่งขาย หรือใส่ราคาผิด เช่น ตั้งใจจะตั้ง Limit Sell ที่ 120 บาท แต่ใส่เป็น 12 บาท ทำให้ขายถูกมาก ควรตรวจสอบคำสั่งอย่างละเอียดก่อนกด Submit 5. ไม่เข้าใจเรื่อง Board Lot ในตลาด SET ต้องซื้อขายขั้นต่ำ 100 หุ้น (1 Board Lot) แต่สามารถขายหุ้นจำนวนน้อยกว่า 100 หุ้น (Odd Lot) ได้ผ่าน Odd Lot Board ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำกว่ามาก

ข้อผิดพลาดของนักลงทุนที่มีประสบการณ์

แม้แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์ก็ยังทำผิดพลาดได้ 1. Over-Optimize คำสั่ง พยายามตั้ง Limit Order ให้ได้ราคาดีที่สุดจนพลาดโอกาส ตัวอย่างเช่น หุ้นราคา 100 บาท ตั้ง Limit Buy ที่ 98 บาท แต่หุ้นไม่ลงมา 98 วิ่งขึ้นไป 120 พลาดกำไร 20% เพราะอยากประหยัด 2% 2. ไม่ยกเลิกคำสั่งเก่า ลืมว่ามีคำสั่ง Trigger ค้างอยู่ เมื่อราคาถึง Trigger ก็ซื้อหรือขายโดยไม่ตั้งใจ ควรตรวจสอบคำสั่งที่ค้างอยู่เป็นประจำ 3. Anchor Bias ยึดติดกับราคาที่เคยซื้อ ตั้ง Take Profit ที่ราคาเดิมไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไป ควรปรับคำสั่งตามสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่ตามราคาที่เคยซื้อ

กลยุทธ์การใช้คำสั่งขั้นสูงอย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์ Bracket Order

Bracket Order คือการรวม If-Done กับ OCO เข้าด้วยกัน เป็นระบบ 3 คำสั่ง คำสั่งที่ 1 ซื้อหุ้น (Entry) เมื่อซื้อสำเร็จ จะตั้ง OCO อัตโนมัติ คำสั่งที่ 2 Limit Sell (Take Profit) คำสั่งที่ 3 Stop Loss Sell (Cut Loss) ตัวอย่าง ซื้อหุ้น PQR ที่ 100 บาท เมื่อซื้อสำเร็จ ตั้ง Take Profit ที่ 115 บาท และ Stop Loss ที่ 92 บาท อัตโนมัติ ทุกอย่างถูกกำหนดล่วงหน้า ไม่ต้องเฝ้าจอ ไม่ต้องใช้อารมณ์ตัดสินใจ

กลยุทธ์ Scale In / Scale Out

Scale In คือการทยอยซื้อหุ้นเป็นหลายล็อต แทนที่จะซื้อทั้งหมดในทีเดียว ตัวอย่าง ต้องการซื้อ 3,000 หุ้น แบ่งเป็น 3 ล็อต ล็อตที่ 1 ซื้อ 1,000 หุ้น ที่ 100 บาท ล็อตที่ 2 ตั้ง Limit Buy 1,000 หุ้น ที่ 97 บาท (ถ้าลง) ล็อตที่ 3 ตั้ง Limit Buy 1,000 หุ้น ที่ 94 บาท (ถ้าลงอีก) ข้อดีคือได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากการซื้อที่จุดสูงสุด

Scale Out คือการทยอยขายเป็นหลายล็อต ตัวอย่าง ถือ 3,000 หุ้น ต้นทุน 100 บาท ล็อตที่ 1 Limit Sell 1,000 หุ้น ที่ 110 บาท (ล็อกกำไรบางส่วน) ล็อตที่ 2 Limit Sell 1,000 หุ้น ที่ 120 บาท ล็อตที่ 3 Trailing Stop 1,000 หุ้น ที่ 10% ข้อดีคือได้ล็อกกำไรบางส่วนแน่นอน ขณะที่ยังเปิดโอกาสให้กำไรเพิ่มขึ้นจากส่วนที่เหลือ

สรุป: เลือกคำสั่งให้เหมาะกับกลยุทธ์

การรู้จักและใช้ คำสั่งซื้อขายหุ้นขั้นสูง อย่างเหมาะสม เป็นทักษะที่แยกนักลงทุนมืออาชีพออกจากมือใหม่ คำสั่งแต่ละประเภทมีจุดประสงค์เฉพาะ Market Order ใช้เมื่อต้องการความรวดเร็ว Limit Order ใช้เมื่อต้องการควบคุมราคา Stop Order ใช้เพื่อจัดการความเสี่ยง Iceberg Order ใช้เพื่อซ่อนปริมาณ Trailing Stop ใช้เพื่อล็อกกำไร OCO ใช้เพื่อตั้งทั้ง Take Profit และ Stop Loss พร้อมกัน

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง เมื่อเข้าซื้อหุ้น ใช้คำสั่งที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ตรวจสอบคำสั่งอย่างละเอียดก่อนส่ง เข้าใจว่าแต่ละคำสั่งทำงานอย่างไรก่อนใช้งาน และฝึกฝนกับ Paper Trading หรือ Simulator ก่อนใช้เงินจริง เมื่อคุณเชี่ยวชาญเรื่องคำสั่งซื้อขาย คุณจะสามารถ Execute กลยุทธ์การลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง เพิ่มผลตอบแทน และเทรดอย่างมืออาชีพในตลาดหุ้นไทย

.

.
.
.

You may also like

Partner Sites: iCafe Forex | SiamCafe | SiamLancard | XM Signal | iCafe Cloud
iCafeForex Network: XM Signal | iCafeForex | SiamCafe | SiamLanCard
iCafeFX · XM Signal · SiamCafe · SiamLancard · iCafeCloud
Siam2R|iCafeForex|SiamCafe Blog|XM Signal|SiamLanCard
© 2026 Siam2R.com | อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์
iCafeForex Network: XM Signal | iCafeForex | SiamCafe | SiamLanCard